ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 30, 2012

ถึงไม่มีโครงการจำนำข้าว ต้นทุนทำนาก็เพิ่มขึ้นอยู่ดี

ที่มา ประชาไท

 
แน่นอนว่าการจำนำข้าวไม่ได้แก้ปัญหาชาวนาได้เบ็ดเสร็จ แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของภาครัฐที่จะหันมาสนใจเรื่องรายได้และปัญหาของ ชาวนา
 
แม้การรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากราคาขายข้าวเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่นักวิชาการและนักวิเคราะห์น้าจอทีวีว่า จะทำให้ต้นทุนการผลิตของชาวนาเพิ่มขึ้น เนื่องจากชาวนาต้องการจะผลิตข้าวให้ได้มากๆ เพื่อนำมาเข้าโครงการรับจำนำ
 
อย่างไรก็ดี ต้นทุนการผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้นในขณะนั้น เกิดขึ้นตามเงื่อนไขของตลาดเสียมากกว่า เพราะเอาเข้าจริงแม้ราคาข้าวจะไม่เพิ่มขึ้น(โดยการจำนำข้าว) ราคาปุ๋ย-ยาก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ชาวนาไม่ได้ใช้ปุ๋ยหรือยาเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่พวกเขาใช้ปัจจัยการผลิตเหล่านี้ควบคู่ไปกับการประเมินความคุ้มทุนของเขา ด้วย   นอกจากนั้น ต้นทุนการผลิตก็ยังเกี่ยวข้องกับค่าแรง ซึ่งแรงงานเป็นปัจจัยการผลิตที่หาได้ยากขึ้นทุกวัน
 
ที่นาในพื้นที่ วิจัย ต.หนองน้ำใหญ่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา นั้นเป็นที่ลุ่ม ชาวนาส่วนใหญ่คือชาวนาเช่าไร้ที่ดิน สำหรับในส่วนของค่าเช่าที่ดิน ไม่ใช่แค่ราคาข้าวเปลือกที่เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้นที่จะมีผลต่อค่าเช่าที่นา แน่นอนว่าเมื่อราคาข้าวจากนาสู่ลานรับซื้อเพิ่มขึ้น ย่อมดึงดูดใจชาวนาทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ แต่การที่ที่นามีจำกัด คนที่มีอำนาจมากที่สุดก็คือเจ้าของที่นา ที่ย่อมรอโอกาสจากส่วนแบ่งของราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นมาเป็นธรรมดา
 
แต่การแข่งขันกันเองของชาวนาเช่าหน้าเก่ากับหน้าใหม่นี้ ยังต้องเผชิญกับปัญหาการเก็งกำไรจากนโยบายประกาศเช่าที่นาเป็นที่รองรับน้ำ ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย จากข่าวลือที่ออกมาเมื่อปลายปี พ.ศ. 2554 ที่ว่าอาจมีการเช่าที่นาในราคาสูงถึงไร่ละ 5,000 บ. นั้น เจ้าของที่นาบางรายถึงกับเปรยว่าจะไม่ให้ชาวนาเช่าที่นาเพื่อทำนาหนที่ 2 เพราะต้องการเก็บให้รัฐบาลเช่าแทน
 
 
 

ภาพดัดแปลง [1]
 
 
ความซับซ้อนในเรื่องนี้จึงกลายมาเป็นปัญหา ที่ทำให้ราคาเช่าที่นาในแถบ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา แพงกว่าใน จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นที่นาดีและทำนาได้เกือบจะ 3 ครั้ง/ปี ในขณะที่ที่นาแถบ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีราคาขายต่ำมาก เนื่องจากเป็นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังนานถึง 4 เดือน (เป็นอย่างน้อย) ในแต่ละปี รวมทั้งมีปัญหาการขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง เพราะอยู่ปลายสุดของโครงการชลประทาน แต่กลับต้องเป็นที่รองรับน้ำเมื่อต้องมีการระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำ
 
 
นอกจากนั้น สำหรับชาวนาแล้ว การเพิ่มจำนวนรอบการปลูกข้าวขึ้นอยู่กับสภาพน้ำเป็นสำคัญ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าข้าวเปลือกราคาแพงหรือถูก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าในปีนั้นๆ รัฐบาลจะใช้นโยบายการประกันราคาหรือนโยบายการรับจำนำ เพราะถ้ามีน้ำเพียงพอให้ทำนาได้ พวกเขาก็ทำ ถึงทำไม่ได้ในบางปีเพราะแล้งก็ยังพยายามจะหาน้ำมาทำ(ในกรณีเขตชลประทาน) หรือทำนารอฝน (นอกพื้นที่ชลประทาน)
 
ส่วนเรื่องคุณภาพข้าวที่มีความกังวลกันมากว่าชาวนาจะผลิตข้าวคุณภาพต่ำ จนอาจทำให้เกิดปัญหาต่อการส่งออกนั้น อันที่จริงในขั้นตอนที่ชาวนาเข็นข้าวไปขาย ผู้รับซื้อก็ย่อมมีการควบคุมคุณภาพข้าวและการตรวจวัดความชื้นอยู่แล้ว รวมทั้งยังมีข้อชวนสงสัยอีกว่าการปลอมปนข้าวหอมมะลิจนเป็นปัญหาเรื้อรังใน ตลาดข้าวนั้น เกิดขึ้นในขั้นตอนใดกันแน่ เกิดขึ้นในขั้นตอนการสีและบรรจุถุงขายเป็นข้าวสารส่งออกใช่หรือไม่ เช่นเดียวกับเวลาที่ชาวนาซื้อพันธุ์ข้าวมาปลูก ก็มักประสบปัญหาได้พันธุ์ข้าวที่เปอร์เซ็นต์ข้าวงอกต่ำบ้าง มีหญ้าปลอมปนบ้าง หรือไม่ใช่พันธุ์แท้ที่ต้องการบ้าง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ได้ถูกลดทอนจากนักวิชาการและนักวิเคราะห์หน้าจอทีวีให้เป็นความผิดพลาดของ ชาวนาแต่ฝ่ายเดียวทั้งสิ้น
 
ใช่ แค่จำนำข้าวมันยังไม่พอ
 
ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขต่อไป ควบคู่กับการปรับปรุงโครงการรับจำนำเข้าที่เข้าทางมากยิ่งขึ้น ต้องปรับขั้นตอนกลไกการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และป้องกันปัญหาทุจริตให้รัดกุม
 
มันยากที่ชาวนาและเครือข่ายในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิตข้าว (ที่ไม่ได้สัมพันธ์กันกับอุตสาหกรรมเคมีการเกษตรและปิโตรเคมี) อาทิ ชาวนารับจ้าง ผู้มีรถรับจ้างไถนา เกี่ยวข้าว เหล่านี้จะออกมาพูดต่อสาธารณะเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่พวกเขาได้จากโครงการ จำนำข้าว เพราะอย่างไรเสียเสียงของพวกเขาก็ไม่มีทางดังพอ ไม่ทรงภูมิมากพอ เท่ากับเสียงของพวกพ่อค้า ผู้ส่งออก นักวิชาการ และนักวิเคราะห์หน้าจอ ที่ไม่เคยผ่านความเสี่ยงของดินฟ้าอากาศและกลไกตลาดที่ใช้กดราคาข้าว ดังที่ชาวนาต้องเจออย่างจำเจซ้ำซากอยู่ชั่วนาตาปี
 
 
ภาพจากMaysaaNitto Org-home
 
 
หมายเหตุ: บท ความนี้สังเคราะห์ขึ้นจาก งานวิจัย "ดำรงชีวิตท่ามกลางความเสี่ยง :  การรับมือและการปรับตัวต่อภัยพิบัติของชาวนารายย่อยภาคกลาง กรณีศึกษาภัยน้ำท่วมและภัยจากเพลี้ยกระโดด"  โดย ชลิตา บัณฑุวงศ์ นิรมล ยุวนบุณย์ และ นันทา กันตรี  สนับสนุนทุนวิจัยโดย สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบ เพื่อคุณภาพชีวิต เกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.) เมษายน 2554
 
[1] ดัดแปลงข้อมูลจาก