WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 24, 2012

ไทยโมเดลสำหรับคิมจองอิล

ที่มา Thai E-News

เขาตอบว่า “ประเทศไทยรักษาประเพณีของระบบราชาธิปไตยไว้ได้แข็งแกร่ง แล้วยังคงอิสรภาพเอาไว้ได้ตลอดประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และสั่นคลอน ขณะเดียวกันก็มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ผมติดตรึงใจอย่างยิ่งในไทยโมเดล




นางแมเดลีน อัลไบร๊ซ์ (ภาพจากวิกิพีเดีย)
ในปีพ.ศ. ๒๕๔๓ นางแมเดลีน อัลไบร๊ซ์ ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เป็นนักการทูตระดับสูงของประเทศตะวันตกคนแรกที่ได้เข้าพบสนทนากับคิมจองอิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ รายละเอียดส่วนหนึ่งในการสนทนาปรากฏในหนังสืออัตตชีวประวัติของเธอเรื่อง "คุณนายรัฐมนตรี"

หลังจากสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งเธอปฏิเสธข่าวลือว่าจะกลับไปสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเช็คโกสโลวาเกีย ประเทศบ้านเกิด แต่หันไปดำเนินธุรกิจบริษัทให้คำปรึกษากิจการระหว่างประเทศ พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งกรรมการอำนวยการศูนย์กลางที่ปรึกษากิจการระหว่างประเทศบรุ้คกิ้งโดฮา และสถานศึกษากิจการต่างประเทศว้อลส์ มหาวิทยาลัยจ๊อร์จทาวน์
นางอัลไบร๊ซ์เกิดในประเทศเช็คโกสโลวาเกีย เป็นลูกสาวคนโตของนักการทูตชาวเช็คที่มีเชื้อสายยิวผสมเล็กน้อย แต่บิดาของเธอเปลี่ยนจากการนับถือลัทธิจูดาไปเป็นนิกายแคธอลิค และแต่งงานกับสตรียิว ทำให้นางอัลไบร๊ซ์มีเชื้อสายยิวมากกว่าบิดา แต่เธอก็หันไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายเอพิสโคปัล (ซึ่งมีลักษณะเป็นเสรีนิยม ผู้แปล) แทน เธอใช้ชีวิตวัยต้นในกรุงลอนดอน และแปลงสัญชาติเป็นอเมริกันเมื่อบิดาพาครอบครัวขอลี้ภัยในสหรัฐ เธอจบการศึกษาปริญญาตรีจากวิทยาลัยเวลสลี่ย์ ในแมสซาชูเส็ท (แห่งเดียวกับฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน) จบปริญญาโท และเอกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในสาขากิจการระหว่างประเทศ โดยเป็นลูกศิษย์ของซบิกนิว เบรซิงสกี้ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ และที่ปรึกษาความมั่นคงของประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์
เนื้อหาที่นำมาเสนอนี้เป็นเพียงตอนสั้นๆ ในบทที่ ๒๗ เกี่ยวกับความพยายามของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐที่จะผูกสัมผัส (engaged) กับผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ หลังจากที่มีการพยายามคืนสัมพันธ์กันระหว่างเกาหลีเหนือ-ใต้ ถึงขั้นคณะของประธานาธิบดีเกาหลีใต้เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๓ หลังจากที่คิมแดจุง อดีตผู้นำในการต่อสู้กับเผด็จการในเกาหลีใต้ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแล้ว
นางอัลไบร๊ซ์กล่าวถึงนโยบาย แสงอาทิตย์ ในการคืนดีกับฝ่ายเหนือของประธานาธิบดีคิมแดจุงอย่างชื่นชม มีการเทียบเคียงคิมแดจุงกับประธานาธิบดีวาแคล็ฟ ฮาเวิล แห่งเช็คโกสโลวาเกีย และประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดล่า แห่งอาฟริกาใต้ ในฐานะที่ทั้งสามคนเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพ และต่างเคยเป็นนักโทษการเมืองที่ต่อสู้เพื่อการปลดแอกประชาชนในรัฐบาลเผด็จการของประเทศตนมาเหมือนกัน
บทที่ ๒๗ ภายในราชอาณาจักรโดดเดี่ยว*
หนังสือเรื่อง คุณนายรัฐมนตรี ประวัติชีวิตของนางแมเดลีน อัลไบร๊ซ์ อดีตผู้แทนถาวรสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ และรัฐมนตรีต่างประเทศสตรีอเมริกันคนแรก แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีบิล คลินตัน 
ร่วมเขียนโดยบิล วู้ดเวิร์ด
หน้า ๔๖๖
คืนนั้นเรามีงานเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกัน คราวนี้ที่แม็กนอเลียฮอล ตามพิธีสารทางการงานเลี้ยงครั้งนี้เราทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าภาพ ซึ่งหมายถึงรายการอาหารเป็นแบบสองวัฒนธรรม ได้แก่ไก่งวงอบแบบอเมริกันกับผักดองกิมจิ และนกพิลาป (พร้อมหัว) อบแบบเกาหลี ตามด้วยขนมชอร์ทเค็กราดหน้าสตรอแบรี่ ไวน์แคลิฟอร์เนีย และไวน์เกาหลี กับน้ำเปล่า (อันเป็นที่น่าขอบคุณยิ่ง) ประธานาธิบดีคิมกับดิฉันแลกเปลี่ยนของขวัญ และคุยกันในประเด็นเศรษฐกิจ เขายอมรับว่าประเทศของเขาตกอยู่ในภาวะกดดันร้ายแรง หมุนเวียนอยู่ในกงกรรมวายร้าย เนื่องจากภาวะแล้งน้ำทำให้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำได้ โรงงานผลิตพลังความร้อนจากถ่านหินก็ไม่สามารถทำงานได้เพราะขาดแคลนถ่านหิน และไม่อาจถลุงถ่านหินออกมาใช้ได้เพราะไม่มีไฟฟ้า
ดิฉันถามเขาว่าคิดที่จะเปิดประเทศบ้างไหม เขาตอบกลับว่า คำว่าเปิดประเทศของคุณนายมีความหมายอย่างไร เราจำเป็นต้องให้นิยามคำนี้เสียก่อน เพราะว่าการเปิดนั้นมีความหมายไม่เหมือนกันในประเทศต่างกัน เราไม่รับการเปิดประเทศในแบบแผนของตะวันตก การเปิดประเทศไม่ควรที่จะมีผลร้ายต่อประเพณีของเรา เขาเพิ่มเติมว่าเขาไม่สนใจในแบบอย่างของจีนที่นำเอาระบบตลาดเสรีมาปนกับ สังคมนิยม แต่เขากลับทึ่งในสวีเด็นโมเดล ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเขาคิดว่าเป็นระบบสังคมนิยม ดิฉันเกิดความคิดเรื่องเกาหลีเหนือเป็นเหมือนสวีเด็นขึ้นมาจึงถามเขาว่ายัง มีแบบอย่างอื่นอีกด้วยไหม
เขาตอบว่า ประเทศไทยรักษาประเพณีของระบบราชาธิปไตยไว้ได้แข็งแกร่ง แล้วยังคงอิสรภาพเอาไว้ได้ตลอดประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และสั่นคลอน ขณะเดียวกันก็มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ผมติดตรึงใจอย่างยิ่งในไทยโมเดล ดิฉันรำพึงในใจตัวเองว่านั่นเป็นเพราะระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือราชาธิปไตยกันแน่ที่ตรึงใจเขา
............
วันรุ่งขึ้นเครื่องบินของดิฉันบินออกไปทางตะวันออกแล้วลงใต้ ย้อนไปตะวันตกเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่น่าไว้วางใจของเขตปลอดทหาร (ดีเอ็มซี-ผู้แปล) ก่อนจะบินลงกรุงโซลเพื่อสนทนากับคิมแดจุง และรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น จากนั้นจึงมุ่งหน้ากลับบ้านพร้อมด้วยสิ่งต้องใจสามประการเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ
ประการ แรกเป็นข้อคิดในเรื่องการเจรจาสุดยอด แน่ชัดว่าผู้นำเกาหลีเหนือตอบสนองต่อการเยือนของดิฉันอย่างใส่ใจ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (สธปก.) ดูเหมือนจะมีความตั้งใจยอมรับข้อจำกัดจำนวนมากในโครงการจรวดนำวิถีของตนเกิน กว่าที่เราได้หวังไว้ ดิฉันพยายามเลี่ยงไม่พูดเจาะจงถึงเรื่องค่าตอบแทนใดๆ แต่ว่ามูลค่าสำหรับสิ่งที่เกาหลีเหนือมุ่งหวังในเรื่องอาหาร ปุ๋ย และความช่วยเหลือในการส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรในอวกาศ จะเป็นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายสำหรับป้องกันการคุกคามจาก โครงการจรวดนำวิถี
สิ่งต้อง ใจประการที่สองอยู่ที่ตัวของคิมจองอิลเอง ดิฉันสามารถยืนยันกับคิมแดจุงได้เลยว่าผู้นำสธปก. ฝ่ายตรงข้ามของเขานั้นเป็นคนมีสติปัญญาที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เขาถูกโดดเดี่ยว แต่ไม่ได้ปลอดจากข่าวสารข้อมูล ทั้งที่ประเทศเต็มไปด้วยสภาพการณ์รุมล้อม เขาไม่ได้ดูเหมือนหมดหวังหรือกังวลแต่อย่างใด เขาดูมีความมั่นใจ แล้วเขาต้องการอะไรล่ะ เหนืออื่นใด การมีสัมพันธภาพปกติกับสหรัฐจะช่วยปกป้องประเทศจากสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นการ คุกคามโดยอำนาจอิทธิพลของสหรัฐ กับทั้งยังช่วยให้เขาเป็นที่ยอมรับว่ามีความจริงจังในสายตาชาวโลก
โดยส่วนตัวดิฉันจำเป็นต้องเหมาเอาว่าประธานคิมมีความเชื่อมั่นโดยไม่เสแสร้งในกลเม็ดเด็ดพรายที่เขาได้รับการสั่งสอนมา และมองตัวเองเป็นผู้คุ้มครอง และอุ้มชูประเทศชาติ ข้อเสียหลักของระบอบคอมมิวนิสต์นั้นอยู่ที่นำเอาสิทธิส่วนบุคคลไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของผลประโยชน์โดยรวมของสังคม ดังนั้นเมื่อใดเราลดราคาของสิทธิส่วนบุคคลลงไป มันเป็นหนทางสั้นๆ ไปสู่การให้คุณค่าแก่การที่มนุษย์ต้องทนทุกข์น้อยลงไปด้วย การล้างสมองด้วยอุดมการณ์อาจเป็นข้ออ้างที่กลืนเข้าไปได้ง่ายถ้าชนชั้นนำยอมแบ่งปันการเสียสละด้วยบ้าง ในเกาหลีเหนือก็เหมือนกับในสหภาพโซเวียต ผู้ที่อยู่ในระดับสูงของสังคมจะคลุกเคล้าพวกตนด้วยสิทธิพิเศษต่างๆ นานา การแสดงจิมแนสติกมโหฬารของท่านประธานคิมครั้งเดียวทำให้สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าเท่ากับการให้แสงสว่างทั่วนครเปียงยางตลอดอาทิตย์ เขายังต้องรับผิดชอบด้วยตนเองกับการให้อภิสิทธิ์ และความมั่งคั่งแก่พวกนายทหารชั้นสูง เพียงเพื่อที่จะผลักไสการคุกคามที่อาจมาจากคนกลุ่มเดียวซึ่งสามารถท้าทายอำนาจเขาออกไปได้ ไม่มีใครที่จะยืนหยัดอยู่บนระบบที่โหดเหี้ยมอย่างสธปก. ได้หากเขาผู้นั้นไม่มีความโหดร้ายด้วยตนเอง แต่ดิฉันก็ไม่คิดว่าเราจะมีทางออกฟุ่มเฟือยพอที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเขา เขาคงจะไม่หายไปง่ายๆ และประเทศของเขาถึงจะอ่อนแอเพียงใดก็คงไม่ล่มสลายไปเช่นกัน ข้อสรุปของดิฉันก็คือเราต้องเข้าไปหาคิมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแบบธุรกิจ ไม่รั้งรอที่จะเข้าเจรจาด้วยโดยตรง และฉวยโอกาสในความเพลี่ยงพล้ำทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเพื่อกำหนดข้อต่อรองที่จะทำให้ภูมิภาค และทั้งโลกมีความปลอดภัย
ประเด็น ที่ผู้นำเกาหลีเหนือ (คนก่อน) เกิดความซาบซึ้งตรึงใจในไทยโมเดลนี้ มีนักศึกษาชาวอเมริกันที่สนใจค้นคว้าเกี่ยวกับประเทศไทยคนหนึ่งได้พบข้อมูล ในหนังสือของนางอัลไบร๊ซ์แล้วแนะนำผู้ที่มีความสนใจคล้ายคลึงต่อๆ กันมา แล้วได้กระจายออกไป จุดสำคัญในความน่าสนใจของข้อมูลนี้ที่นักศึกษาผู้นั้นให้ข้อคิดไว้ และเป็นที่กล่าวถึงตรงกันในวงวิชาการก็คือ
ถ้าถือตามรายงานในหนังสือว่าเป็นจริง แสดงว่าคิมจองอิลผู้นำเกาหลีเหนือมองหาไทยโมเดลเพราะเป็นประเทศที่มีลักษณาการเหมือนกัน แต่ว่า (ไทย) ดีกว่า ลักษณาการที่ทั้งสองประเทศมีเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ มีระบบราชานิยม/สมบูรณายาสิทธิราชเหมือนกัน (ต่างกันแต่ในรูปแบบ) อาทิเช่นที่เกี่ยวกับ เจ้าเหนือหัว การสืบทอดอำนาจตามสายเลือด โดยห้ามตั้งข้อสงสัยต่อความจงรักภักดี
ส่วนว่าในปัจจุบันเกาหลีเหนือได้มีผู้นำสูงสุดคนใหม่ตามสายเลือดแล้ว จะยังมองหาประเทศไทยเป็นแบบอย่างต่อไปหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้รักการศึกษาค้นคว้าหาข้อเท็จจริงจะต้องจับจ้องดูต่อไปอย่างตาไม่กระพริบ เพราะบัดนี้โลกได้เข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ อย่างเต็มตัวเต็มเปา พลโลกได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศที่แปลกประหลาดไม่เคยปรากฏมาก่อนมากมายหลายอย่าง เช่นเดียวกับพลเมืองได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาค ใครเลยจะคิดว่าอาการ ผลิใบ จะเกิดขึ้นได้ในท้องที่ทะเลทราย ดังเช่นอาหรับสปริง แล้วยังอาจคาดหวังได้ว่าอาเซียนจะกลายเป็นประชาคมภูมิภาคอีกแห่งคล้ายยุโรป
ในระดับชาตินั้นเล่า เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่า และความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดทางการพัฒนาเศรษฐกิจในเวียตนาม ขณะที่จีนกลายเป็นเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อันดับสองของโลก ส่วนประเทศไทยนั้นจะสามารถรักษาสถานะอันน่าติดตรึงสำหรับเกาหลีเหนือต่อไปได้ไหม เศรษฐกิจการตลาดจะสามารถอยู่เคียงคู่ราชาธิปไตยต่อไปอย่างสมานฉันท์กลมเกลียวหรือไม่ เป็นปุจฉาที่ต้องมีวิสัชนาในวงกว้างระดับมวลชนกันอย่างจริงจังแล้ว มิใยที่ปัญหาเชื้อชาติ ศาสนา อาณาเขตติดแหลมมะลายูจะพลิกผันไปฉันใด คงจะนำเอามาเป็นข้ออ้างทางการเมืองเรื่องสี หรือความจงรักภักดีเหมือนพื้นที่สันปันน้ำแดนอิสานไม่ได้อย่างแน่นอน