WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 10, 2011

เปิดใจ "ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล" เพื่อไทยต้องเหยียบคันเร่ง"

ที่มา ประชาชาติธุุรกิจ




ปม ขัดแย้งระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาล และประเด็นความขัดแย้งก็เริ่มปะทุขึ้นมา อีกครั้ง หลังจากที่ผู้บริหารของ ธปท.ออกมาให้ข่าวว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยมตามที่หาเสียง ซึ่งอาจส่งผลทำให้งบประมาณปี 2555 ขาดดุลเกินกว่า 3.5 แสนล้านบาท และถ้ารัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ธปท.ก็จำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรักษาระดับของเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ เป้าหมาย เสมือนเป็นการลองของ

ทันที ที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้เชิญ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.เข้ามาปรึกษาหารือ ปรับความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล พร้อมกับฝากการบ้าน 4 ข้อให้ ธปท.กลับไปคิดแล้วนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุมใหม่ภายใน 1 เดือนข้างหน้า จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่างคลังกับ ธปท. ทั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์และเฟซบุ๊ก เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWF) และการปรับปรุงกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย จนทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมาเบรกว่า เรื่องการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้มีโอกาสพูดคุยกับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงนำประเด็นความขัดแย้งทั้งหมดไปสอบถามขุนคลัง ตั้งแต่เรื่องของการปรับปรุงกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย นายธีระชัยตอบว่า มันไม่ค่อยจะเมกเซนส์เท่าไหร่ หากอีกฝ่ายหนึ่งเหยียบคันเร่ง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็คอยดึงเบรกมือ กล่าวคือ รัฐบาลจัดงบฯเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อีกฝั่งหนึ่งคอยขึ้นดอกเบี้ย เท่ากับสิ่งที่ทำไปสลายหมด

และล่าสุดทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน ก็เพิ่งจะปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปเป็น 3.5% ต่อปี หลังจากนั้นผมก็ได้ขอให้ ธปท.มาอธิบาย ทาง ธปท.ส่ง ดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ธปท.มาชี้แจงให้กับสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีผมนั่งฟังอยู่ด้วย จึงถาม ธปท.ว่าจะให้ผมช่วยขยับกรอบเงินเฟ้อกรอบบนไหม ธปท.บอกว่าต้องคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงจากต่างประเทศ ผมจึงจับสัญญาณอะไรบางอย่างได้ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบที่แล้ว น่าจะเป็น การปรับขึ้นครั้งสุดท้ายของปีนี้ งั้นผมจึงขอให้ไปดูกรอบล่างให้หน่อย กรอบเงินมันกว้างเกินไป ซึ่งผมก็จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมเดือน ธ.ค.นี้

ส่วน แนวความคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ตอนนี้ต้องหยุดไว้ก่อน เพราะไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แต่เป้าหมายหลักที่ฝากให้ ธปท. กลับไปช่วยคิด คือ เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ (FIDF) วงเงิน 1.1 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมารัฐบาลต้องจัดงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยให้กับ FIDF ปีละ 50,000-60,000 ล้านบาท ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จัดงบฯจ่ายไปแล้ว 6.7 แสนล้านบาท ไม่เสียดายหรือเอาเงินไปลงทุนพัฒนาประเทศได้ตั้งเยอะ ผมจึงชวน ธปท.เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหามากกว่า พูดจริง ๆ นะผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับผู้ว่าการ ธปท.

เรื่องแนวคิดในการจัดตั้ง กองทุนความมั่งคั่งฯนั้น เป็นแค่มาตรการหนึ่งที่จะทำให้ ธปท.มีผลประกอบการดีขึ้น เมื่อมีกำไรก็สามารถนำเงินชำระหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งมันมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องการกำหนดนโยบายดอกเบี้ยสูง พอมีเงินไหลเข้าก็ต้องออกพันธบัตร ไปดูดซับสภาพคล่องในต้นทุนสูงขึ้น ทำให้เกิดผลขาดทุนในหลายด้าน จนส่วนของทุนตอนนี้ติดลบกว่า 4 แสนล้านบาท

ต่อ คำถามที่ว่า เมื่อไรรัฐบาลจะเข้าไปรับผิดชอบหนี้ดังกล่าว นายธีระชัยตอบว่า ธปท.คงไม่มาหรอก เพราะถ้ามาให้คลังรับผิดชอบ ผมก็จะต้องตั้งเงื่อนไขอะไรเยอะแยะ แบงก์ขาดทุน หรือส่วนของติดลบเป็นเรื่องธรรมดา ตราบใดที่ ธปท.ยังไปทำโน่นได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร จนกว่าจะติดลบถึงขนาดที่ไม่มีใครค้าขายด้วย ทำสวอป ทำโน่นทำนี่ก็ติดไปหมด เมื่อถึงจุดนั้นรัฐบาลคงต้องเข้าไปช่วย เพื่อให้ ธปท.เดินหน้าต่อไปได้

"ผมยังมีอีกหลายหมาก แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องรอให้ถึงเดือนหน้าก่อนถึงจะรู้ว่าผมจะทำอย่างไร"

ส่วน เรื่องนโยบายอื่น ๆ ที่พรรคได้หาเสียงไว้ ผมได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังทั้ง 2 ท่านรับไปดำเนินการ ส่วนตัวผมจะดูภาพรวมของเศรษฐกิจ และเตรียมหารายได้ภาษีตัวใหม่ ๆ มาชดเชยกับรายได้ที่ สูญเสียไปจากการลดภาษีน้ำมันและภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งที่คิดไว้จะเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตและจะเสริม ด้วยการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม พวกคาร์บอนเครดิต เป็นต้น ขณะเดียวกันก็จะต้องเดินหน้าทำนโยบายหาเสียงให้เกิดผลเป็น รูปธรรมโดยเร็ว ตอนนี้ต้องขอเข้าไปลุยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบก่อน