WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 25, 2010

ลูกไล่สหรัฐ

ที่มา โลกวันนี้



โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

กรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้คุมขังนายวิคเตอร์ อนาโตลเจวิช บูท อายุ 43 ปี สัญชาติรัสเซีย
อดีตทหารหน่วยเคจีบี ซึ่งเป็นพ่อค้าอาวุธสงครามรายใหญ่ระดับโลก
เจ้าของฉายา “พ่อค้าความตาย” เพื่อรอส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนภายในเวลา 3 เดือน
หากถึงกำหนดยังไม่สามารถดำเนินการได้ก็ให้ปล่อยตัวนั้น เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
เพราะความขัดแย้งของ 2 มหาอำนาจคือ
สหรัฐกับรัสเซีย ทำให้ประเทศไทยเหมือนหญ้าแพรกท่ามกลางช้างสาร

เพราะก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552
ให้ยกคำร้องของอัยการโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าความผิดที่กล่าวหา
นายบูทข้อหาร่วมมือกับขบวนการ FARC ที่ต่อต้านรัฐบาลโคลอมเบีย
เป็นการกระทำที่มีจุดประสงค์และมุ่งหวังทางการเมือง จึงมีลักษณะเป็นคดีการเมือง
ที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
แต่อัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์โดยยื่นหลักฐานเพิ่มให้ดำเนินคดีอาญาคือ

1.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการฆ่าผู้อื่น
2.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการฆ่าเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐ
3.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการจัดหาและใช้อาวุธสงครามต่อต้านอากาศยาน และ
4.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการสนับสนุนอย่างมีสาระสำคัญให้กับองค์การก่อการร้ายต่างประเทศ
ซึ่งละเมิดกฎหมายสหรัฐในฐานะผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธสงคราม

คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ทำให้สหรัฐแถลงแสดงความพอใจทันที
ขณะที่รัสเซียก็แถลงตำหนิและระบุว่ามีแรงกดดันจากสหรัฐ
ทั้งประกาศจะขัดขวางไม่ให้ส่งตัวนายบูทจนถึงที่สุด นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า
รัฐบาลไทยได้ผลประโยชน์จากสหรัฐด้วยการซื้อเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กในราคาพิเศษ 3 ลำ

จะจริงหรือเท็จก็ตาม
สื่อของสหรัฐก็แสดงความประหลาดใจต่อคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ไทย
แต่นายบูทยังมั่นใจว่าจะชนะคดีในสหรัฐ ขณะที่วงการทูตก็เชื่อว่า
ปัญหาขัดแย้งทางการทูตจากคดีนี้จะจบลงด้วยวิธีแก้ไขทางการทูต
ซึ่ง 2 มหาอำนาจอาจมีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษสำคัญระหว่างกัน

แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าศาลไทยแทรกแซงไม่ได้
แต่การเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐที่เดินทางมาไทยอย่างถี่ยิบ
ตั้งแต่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศและกลุ่ม ส.ว.สหรัฐก่อนหน้าการตัดสิน
หรือท่าทีของสหรัฐต่อสถานการณ์การเมืองของไทยช่วง “เมษา-พฤษภาอำมหิต”
ที่สนับสนุนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ก็ทำให้รัสเซียและประชาคมโลกสามารถมองตรงข้ามกับรัฐบาลไทยได้เช่นกัน
เพราะก่อนหน้านี้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศเคียงข้างสหรัฐ
ในการต่อสู้กับกลุ่มอัลกออิดะห์


แม้ไทย-สหรัฐจะเชิดชูว่าเป็นมหามิตรระหว่างกันมายาวนาน
แต่ประชาคมโลกกลับมองว่าประเทศไทยเป็นแค่ลูกไล่ของสหรัฐ
แม้จะสิ้นสุดยุคสงครามเย็นไปแล้วก็ตาม
แต่นโยบายต่างประเทศของไทยก็ยังติดยึดกับสหรัฐอย่างมาก
แทนที่จะดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระ
และคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว
ซึ่งมหาอำนาจโลกวันนี้ไม่ได้มีแค่สหรัฐหรือรัสเซีย