WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 21, 2011

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ก่อนออกไป “ต่อสู้กับอเมริกาและองค์กรสหประชาชาติ”

ที่มา ประชาไท

ผมได้อ่านบทความ “ต้องต่อสู้แม้กับอเมริกาและองค์กรสหประชาชาติ" ที่คุณวสิษฐ เดชกุญชร เขียนลงมติชนออนไลน์ ประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2544 และเห็นว่ามีความคลาดเคลื่อนหลายส่วน ทั้งในส่วนของข้อเท็จจริงและประเด็นอื่นๆ ในบทความ จึงขอแลกเปลี่ยนมาเป็นประเด็นเหล่านี้

ประเด็นที่หนึ่ง นางคริสตี้ เคนนีย์ (Kristie Kenney) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและนางสาวราวีนา ชัมดาซานี (Ravina Shamdasani) รักษาการโฆษกข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ไม่ได้แสดงความเห็นในกรณีของนายอำพล ตั้งนพคุณ (หรือที่รู้จักกันว่าอากง) ที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ตามที่คุณวสิษฐเขียนไว้ในบทความ

นางคริสตี้ เคนนีย์ให้ความเห็นใน Twitter เกี่ยวกับกรณีการตัดสินคดีของนายโจ กอร์ดอน ซึ่งเป็นพลเมืองสัญชาติไทย-อเมริกา ส่วนนางสาวราวีนาได้พูดถึงปัญหาของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในภาพรวม

การแสดงความคิดเห็นของนางคริสตี้เป็นไปอย่างสั้นๆ ตามข้อจำกัดของ Twitter ที่สามารถพิมพ์ได้แค่ 140 คำ โดยมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษโดยสามารถแปลเป็นภาษาไทยคร่าวๆ ได้ว่า “สถานฑูตอเมริกามีความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นอย่างสูงสุด แต่รู้สึกเป็นกังวลต่อการตัดสินที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในด้านเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็น” และ “กรณีคดีนายโจ กอร์ดอน สหรัฐฯ จะสนับสนุนเขาต่อไป โดยจะไปเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือ”

ส่วนการแสดงความคิดเห็นของนาวีย์ พิเลย์ (Navi Pillay) ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ผ่านนางสาวราวีนามีข้อความดังนี้ “บทลงโทษที่ร้ายแรงที่เป็นอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและเกินกว่าเหตุ (neither neccessary nor proportionate) อีกทั้งเป็นการละเมิดละเมิดพันธกรณีทางด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ไทย เป็นภาคี เราขอเรียกร้องให้ทางการไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และในระหว่างนี้ ควรมีการกำหนดแนวทางการดำเนินการให้แก่ตำรวจและอัยการ เพื่อยุติการจับกุมและดำเนินคดีบุคคลด้วยกฎหมายดังกล่าวที่มีความคลุมเครือ นอกจากนี้เรายังมีความกังวลต่อการลงโทษที่อย่างเกินกว่าเหตุโดยศาล และการคุมขังผู้ต้องหาซึ่งมีระยะเวลานานต่อเนื่องในช่วงก่อนการไต่สวนคดี ด้วย"

ดังนั้นการที่คุณวสิษฐไม่ได้อ่านความคิดเห็นของนางคริสตี้ใน Twitter และใบแถลงข่าว (press briefing) ของสำนักข้าหลวงเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทำให้เหตุผลของบทความมีความคลาดเคลื่อนไปเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเหมารวมว่าสถานทูตสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้มีการแก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งๆ ที่นางคริสตี้เพียงแต่แสดงความเป็นห่วงต่อการตัดสินคดีนายโจ การ์ดอน

ประเด็นที่สอง คุณวสิษฐอ้างถึงหน้าที่ของประชาชนไทยไป พร้อมกับสิทธิ เช่นเดียวกันประเทศไทยในฐานะเป็นสมาชิกของสหประชาชาติและเป็นสมาชิกของคณะ มนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) ก็มีหน้าที่ในการเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน สมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนควรที่จะมี “การส่งเสริมและเคารพสิทธิมนุษยชนในระดับที่สูงที่สุด”

ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ สิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) โดยมีการพูดถึงสิทธิในการ “ปล่อยตัวชั่วคราว” และ “การไม่คุมขังบุคคลระหว่างพิจารณาคดี” (ตามข้อ 9) และ “สิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก” (ตามข้อ 19) ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ประเด็นที่สาม การตื่นตัวเรื่องการนำกฎหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประหัตประหารฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

ข้อกังวลกับการบังคับใช้กฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงกับบุคคลสองท่าน นี้เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับสากลและในระดับประเทศในหมู่นัก วิชาการ นักกฎหมาย และนักสิทธิมนุษยชน

ในการประชุมการตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (Universal Periodic Review) โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตัวแทนจากรัฐบาลกว่ายี่สิบประเทศ เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตและมีสถาบันกษัตริย์อย่างมั่นคงและ ยาวนานอย่าง สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ และสวีเดนต่างก็แสดงความกังวลถึงการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นอย่างมากและได้เสนอคำแนะนำต่อประเทศไทยให้ปฏิรูปกฎหมายนี้ให้เป็นไปตาม กติกาสิทธิมนุษยชนสากลเพื่อไม่ให้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ฯพณฯ ทจาโก ทีโอ วาน เดน เฮาท์ (Tjaco Theo van den Hout) เอกอัคราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์ ก็เคยเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ลงบางกอกโพสต์โดยความเห็นส่วนตัวในฐานะผู้ เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย โดย ฯพณฯ ได้ให้ความเห็นว่าในกรณีประเทศเนเธอร์แลนด์ นักวิชาการทางกฎหมายได้แลกเปลี่ยนว่าการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพจะเป็นผลดีต่อสถาบันหรือไหม โดยในความเห็นของเอกอัครราชทูตฯ การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นในประเทศเนเธอร์แลนด์ “อาจจะมีผลลบที่รุนแรงต่อสถาบันที่กฎหมายนั้นต้องการจะปกป้องเอง”

เช่นเดียวกัน ฯพณฯ มิริท เจล บรัดเทสเต็ด (Merete Fjeld Brattested) เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทยก็เคยให้ความเห็นใน “การประชุมว่าด้วยประสบการณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: กรณีศึกษาในทวีปยุโรปและประเทศญี่ปุ่น” ที่จัดโดยสถาบันยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยในปี 2552 ว่าในประเทศนอร์เวย์ประชาชน “ไม่สามารถแจ้งความกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้เอง” ซึ่งมีความแตกต่างจากกรณีประเทศไทยโดยสิ้นเชิง คือ ใครจะแจ้งความกับตำรวจต่อกับอีกคนหนึ่งก็ได้

องค์กรหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นในการเป็นห่วงการบังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งกสม. ได้มีการตั้งคณะทำงานออกมาศึกษาปัญหากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเนื่องจากคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพได้มีจำนวนสูงขึ้นเป็นจำนวนมากในระดับหลายร้อยคดีในระยะเวลา หลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังรัฐประหารในปี 2549 ตามข้อมูลของ ดร.เดวิด สเตร็คฟัส (David Streckfuss) นักวิชาการทางไทยศึกษาด้านกฎหมายหมิ่น

ประเด็นที่สี่ การที่บุคคลมีความเห็นว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีปัญหาในการละเมิด สิทธิแสดงออกและต้องมีการแก้ไข ไม่สามารถใช้ในการตีความแบบกำปั้นทุบดินว่าบุคคลหรือองค์กรเหล่านั้น “พยายามทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือมีเจตนาเช่นนั้น

แม้แต่บุคคลอย่างอาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์หรืออดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุนที่มีความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างสูงอย่างปฏิเสธไม่ ได้ได้แสดงความคิดเห็นถึงปัญหาของตัวบทกฎหมาย โดยกรณีหลังอดีตนายกฯ อานันท์ได้แสดงความเห็นที่สมาคมนักข่าวต่างประเทศในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าเขาเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะการฟ้องร้องที่เปิดโอกาสให้ใครกล่าวโทษก็ได้ และเสนอว่าอาจมีการตั้งหน่วยงานในการทำหน้าที่สั่งฟ้องโดยเฉพาะ และพิจารณาลดบทลงโทษให้ผ่านคลายกว่าเดิม

ที่สำคัญ บุคคลและองค์กรเหล่านี้กำลังวิจารณ์ตัวบทกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายที่มีความขัดแย้งต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ที่ผู้ต้องหาคดีควรมีสิทธิในการประกันตัว ควรได้รับโทษที่มีความพอดี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ประชาชนในสังคมโลกสามารถทำได้

และที่สำคัญที่สุด ในสังคมที่มีความเติบโตทางประชาธิปไตยและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง เราคงไม่ถึงกับต้องทำการต่อสู้กับบุคคลหรือองค์กรที่เราไม่เห็นด้วยทุกครั้ง ไปหรอกครับ