WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 11, 2010

′ไททานิค′ ที่กำลังล่ม

ที่มา มติชน

โดย เกษียร เตชะพีระ





ใบไม้เหลืองทองอร่ามก่อนร่วงหล่นกลางมหาวิทยาลัยโตเกียว & ไททานิคกำลังล่ม

ศาสตราจารย์อากิรา สุเอฮีโร แห่งสถาบันสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว คนเดียวกับที่แต่ง Capital Accumulation in Thailand, 1855-1985 (ค.ศ.1989) ออกมาเป็นตำราหลักเกี่ยวกับประวัติการก่อตัวของทุนนิยมในไทยและเพิ่งเขียน หนังสือเกี่ยวกับการคลี่คลายของเศรษฐกิจการเมืองไทยจนถึงความขัดแย้งระหว่าง เสื้อเหลือง-เสื้อแดงเป็นภาษาญี่ปุ่นเมื่อกลางปีนี้ ชี้ชวนให้ผมชมแถวต้นไม้ใบไม้เหลืองทองอร่ามทอดยาวอยู่กลางมหาวิทยาลัย โตเกียวรับฤดูใบไม้ร่วงเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนศกนี้

มีคนแก่คนเฒ่า และหนุ่มสาวชูมือถือหรือตั้งขากล้องเตรียมถ่ายภาพวิวแนวไม้อยู่ดาษดื่น ครูสาวๆ พาเด็กอนุบาลนั่งรถเข็นบ้าง จูงมือเดินต่อกันเป็นแถวบ้างเดินชมความงามสูดอากาศเย็นเยือกหัวร่อสดใสพลุก พล่านกลางมหาวิทยาลัย

จะว่าไปก็คล้ายภาพที่ผมเคยเห็นเมื่อ 5 ปีก่อนริมแม่น้ำกาโม่ข้างมหาวิทยาลัยเกียวโต หรือเมื่อ 11 ปีก่อนในอุทยานอูเอโนะกลางโตเกียว ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงแตกต่างมากนัก รวมทั้งราคาข้าวของด้วย

กาแฟกระป๋องละ 120 เยนเหมือนเดิม, ข้าวกล่องเบนโตะร้านสะดวกซื้อแพคละ 300-500 เยนเหมือนเดิม, บะหมี่สำเร็จรูปชงน้ำร้อนกล่องละ 200 กว่าเยนเหมือนเดิม, แซนด์วิชขนาดพออิ่ม 230 เยนเหมือนเดิม, กล้วยหอมใบละ 60 เยนเท่าเดิม, ขนมถั่วลิสงผสมข้าวคั่วกรุบกรอบซองละ 100 เยนเหมือนเดิม ชาเขียวธรรมดา 250 กรัมซองละ 500- 1,000 เยนเช่นเดิม, ค่าเช่าห้องพักเดี่ยวในโรงแรมสอง-สามดาวคืนละ 9,500 เยนพอๆ กับเดิม, ค่าแท็กซี่แรกขึ้น 710 เยนที่เหลือคิดตามระยะทางเท่าๆ เดิม, ค่ารถไฟสายปกติขาเข้าเมืองจากสนามบินนาริตะถึงสถานีอูเอโนะปลายทางกลางกรุง โตเกียวนั่งนานเกือบชั่วโมง 1,400 กว่าเยน ไม่รู้สึกว่าแพงผิดปกติจากก่อนแต่อย่างไร และค่าเช่าบ้านกับราคาอสังหาริมทรัพย์ กระทั่งยังถูกลงกว่าเก่าด้วยซ้ำไป ฯลฯลฯลฯ (อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1 บาท = 2.78 เยน)

ศาสตราจารย์หญิงมาริ โอซาวา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศสภาพกับการพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวอธิบายว่า ที่ราคาของไม่เปลี่ยนก็เพราะเงินฝืดหรือค่าเงินแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับข้าว ของในตลาดเฉลี่ยราวปีละ 2% ต่อกันมานับสิบปีแล้วคิดหยาบๆ เบ็ดเสร็จเงินเยนในตลาดญี่ปุ่นก็แข็งค่าขึ้นราว 20%!

ค่าเงินแข็ง ขึ้น/เงินฝืดใช่ว่าจะดีทางเศรษฐกิจก็หาไม่ มันส่งผลให้ผู้คนพากันอดออมมัธยัสถ์เพราะเก็งว่าราคาข้าวของจะยิ่งถูกลงและ เงินจะยิ่งแข็งขึ้นอีกถ้าอดใจรอ -> "อุปสงค์ (demand) ในตลาดจึงไม่ขยายตัว -> บริษัทห้างร้านชะลอการลงทุนใหม่ๆ ไม่กล้าผลิตสินค้าเพิ่มอุปทาน (supply) ในตลาด -> ตลาดจ้างงานไม่โต คนตกงานเรื้อรังเพิ่ม ผู้หญิงต้องออกหางานทำและแม่บ้านรับงานพาร์ตไทม์มากขึ้น เช่น รับจ๊อบเป็นล่ามแปลสดอังกฤษ-ญี่ปุ่น ในงานประชุมสัมมนา เป็นต้น

จึง มีข่าวโตชิบาและบริษัทอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จะพากันผละตลาดญี่ปุ่น หันไปทุ่มผลิตทีวีจอแบนราคาถูกเครื่องละราว 190 ดอลลาร์สหรัฐหรือไม่ถึง 6,000 บาท จากโรงงานในจาการ์ตา เพื่อเทขายในตลาดเอเชียอาคเนย์รวมทั้งไทยปลายปีนี้ต้นปีหน้า เพราะไม่เห็นลู่ทางขยับขยายในตลาดญี่ปุ่นอีก

ชาวญี่ปุ่นทั่วไปพากันออมเงินไว้เพื่อความมั่นคงมั่นใจ โดยเฉพาะคนอายุ 40 ปีขึ้นไป

ภาวะ เช่นนี้ส่งผลพิลึกพิลั่นให้กลุ่มคนญี่ปุ่นอายุ 40 ปีขึ้นไปซึ่งมักมีเงินออมและสินทรัพย์สภาพคล่องสุทธิมากกว่าหนี้ ได้ประโยชน์จากเงินฝืด เพราะเงินออมและสินทรัพย์ของตนเพิ่มมูลค่าขึ้น

ส่วน คนญี่ปุ่นอายุต่ำ 40 ลงมาซึ่งมักมีหนี้สินสุทธิมากกว่าเงินออมและสินทรัพย์สภาพคล่อง กลับเสียประโยชน์จากเงินฝืด เพราะหนี้สินที่ตัวติดค้างอยู่กลับนับวันมีมูลค่าสูงขึ้น

กลายเป็นว่าเงินฝืดทำให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งจากคนญี่ปุ่นวัยหนุ่มสาว ไปให้คนญี่ปุ่นวัยชราโดยปริยาย!

หนุ่ม สาวญี่ปุ่นจึงค่อนข้างรับกรรมทนทุกข์ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เรียนจบหางานยากหรือหาไม่ได้ดีดังคาด ไม่ค่อยมีหวัง พากันชะลอการแต่งงานตั้งครัวเรือนมีลูกเต้า หรือกระทั่งขยับโยกย้ายไปทำงานต่างแดนเพิ่มขึ้น

เหล่านี้เมื่อประกอบ กับลักษณะชายเป็นใหญ่-เอาเปรียบทางเพศที่แฝงฝังในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมานานทำให้ อัตราเจริญพันธุ์เฉลี่ยของสังคมญี่ปุ่นต่ำราว 1.2-1.3%

นั่นเป็น อัตราที่ไม่พอผลิตซ้ำคนรุ่นใหม่มาแทนที่รุ่นปัจจุบัน (อย่างต่ำต้อง 2.1% โดยไม่คิดคนอพยพเข้า/ออก) ทำให้ประชากรญี่ปุ่นทั้งประเทศราว 127 ล้านคน เริ่มลดน้อยถอยลงไปนับแต่ปี ค.ศ.2005 เป็นต้นมา คาดว่าถึงปี ค.ศ.2050 ญี่ปุ่นจะสูญเสียประชากรไปราว 37 ล้านคน หากคิดเลยเถิดเตลิดเปิดเปิงตามตรรกะทางสถิติไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าชาวญี่ปุ่นคนสุดท้ายในโลกจะเกิดในอีก 800-1,200 ปีข้างหน้า (ราว ค.ศ.2800-3200) หลังจากนั้นซามูไรนิปปอนก็อาจมีอันสูญพันธุ์!

ขณะที่ การเมืองญี่ปุ่นรอบ 20 ปีที่ผ่านมาก็สั่นคลอนวุ่นวายไร้เสถียรภาพ เปลี่ยนนายกฯเปลี่ยนพรรคบ่อยเป็นว่าเล่น ทว่าก็แก้ปัญหาใหญ่ๆ ของบ้านเมืองไม่ตก

สรุปทรรศนะเพื่อนนักวิชาการนานาชาติในวงสัมมนาก็ คือปัญหาของสังคมเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้นพอรู้พอเห็นกันอยู่แต่ไม่มีเจตจำนงตั้ง มั่นและพลังการเมือง (political will & force) ใดในญี่ปุ่นเข้มแข็งพอจะไปจัดการแก้ไขมัน จึงได้แต่ยืนดูตาปริบๆ เหมือนผู้โดยสารบนเรือไททานิคมองดูน้ำรั่วไหลทะลักเข้าเรือมาเรื่อยๆ ก่อนจมทะเล

"แล้วรัฐนาวาไทยทานิคของยูล่ะ? เพื่อนนักวิชาการญี่ปุ่นถาม

แหะๆ แหะๆ