ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 2, 2012

ปี 2555 ปีแห่งการเผชิญปัญหาด้วยการ "ตื่นรู้"

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

เมื่ออ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 9 “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ...” ยิ่งทำให้นึกถึงเนื้อความใน “อัคคัญญสูตร” (พระไตรปิฎกเล่ม 11) ที่ยืนยันว่า พระมหากษัตริย์มาจาก “คนธรรมดา” ได้อำนาจมาจากการยินยอมของชุมชนทางการเมือง

ซึ่งเป็นการยืนยันตามข้อ เท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และพระพุทธเจ้าเองก็ยืนยันข้อเท็จจริงนี้เพื่อโต้แย้งระบบชนชั้น หรือระบบวรรณะ 4 กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร

แต่หลังจากพระ พุทธเจ้าปรินิพพาน พุทธศาสนาก็ไปพึ่งพิงอำนาจรัฐแบบราชาธิปไตยมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นต้นมา กษัตริย์ในอุษาคเนย์และสยามประเทศที่นับถือพุทธก็ยึด “โมเดลอโศกมหาราช” ที่อ้างอุดมการณ์พุทธเป็นอุดมการณ์ปกครองรัฐ แต่เน้นหนักไปทางตีความพุทธศาสนาสนับสนุนสถานะและอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของ กษัตริย์มากกว่า ที่จะปกครองโดยให้เสรีภาพ และความเสมอภาคแก่ราษฎรตามหลักการดั้งเดิมของพุทธศาสนา

ฉะนั้น สถานะของกษัตริย์จากเดิมที่เป็น “คนธรรมดา” จึงกลายเป็น “สมมติเทพ”
ที่อยู่สูงกว่าราษฎร ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้

ทั้ง ที่อุดมการณ์ที่พุทธศาสนาเสนอตั้งแต่แรก คือ “อุดมการณ์ธรรมราชา” ที่กษัตริย์เป็นคนธรรมดาแต่มีคุณธรรมของผู้ปกครองคือ “ทศพิธราชธรรม” และ “จักรวรรดิวัตร” ซึ่งเป็นคุณธรรมของผู้เสียสละอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร อ่อนน้อมถ่อมตนต่อราษฎร และถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ โดยไม่มีแม้กระทั่งความโกรธ (อักโกธะ) และไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) ราษฎรเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ

การปกครองและการตัดสิน คดีความต่างๆ ก็ต้องดำเนินไปด้วยความยุติธรรม (อวิโรธนะ) แก่ราษฎรอย่างเสมอภาค ใช้เหตุผลและการุณยธรรมมากกว่าใช้อำนาจเผด็จการ

จึงถึงเวลาที่เรา ต้อง “ตื่นรู้” เสียทีว่า การใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างอุดมการณ์ “สมมติเทพ” เพื่อสนับสนุนสถานะ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ในยุคราชาธิปไตยและสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นั้น เป็น “ข้อเท็จจริง” ทางประวัติศาสตร์ที่ “ขัดแย้ง” กับหลักการดั้งเดิมของพุทธศาสนา

แน่นอนว่าเราอาจเข้าใจได้ว่า นั่นเป็นความจำเป็นในบริบทของเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์สังคมการเมืองและศาสนาในยุคที่ผ่านมา

แต่วันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ในระบอบประชาธิปไตยแบบอารยะประเทศ พระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุขของรัฐคือ “คนธรรมดา” ที่มีกฎหมายคุ้มครองแบบกฎหมายคุ้มครองคนธรรมดา ซึ่งสอดคล้องกับอุดมการณ์ดั้งเดิมของพุทธศาสนาที่ถือว่ากษัตริย์คือคนธรรมดา ฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดว่าพระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะ อุดมการณ์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์จึงต้องเป็น “อุดมการณ์ธรรมราชา” ที่กษัตริย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้

ปี 2555 คือปีที่เราต้องตื่นรู้ เพื่อยืนยันอุดมการณ์นี้ และยืนยันแนวทางการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยและอุดมการณ์ ธรรมราชาจริงๆ เพื่อความมั่นคงของประชาธิปไตย เพื่อปกป้องอุดมการณ์ที่แท้จริงของพุทธศาสนาและสถาบันกษัตริย์ให้ยั่งยืน อย่างสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ ที่ถือว่าเสรีภาพและความเสมอภาคคือคุณค่าสูงสุด!

จากเฟสบุค อ.สุรพศ ทวีศักดิ์
https://www.facebook.com/suraphotthaweesak/posts/201297363296944