WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 8, 2008

สนทนาประสาสมัคร 'การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540'

รายการ "สนทนาประสาสมัคร" โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

ความตอนหนึ่งว่า...การจัดรายการวันนี้ อยากจะเริ่มต้นด้วยภาษาไทยอาทิตย์ละหลายคำ ซึ่งเริ่มด้วยกรณีที่สื่อมวลชนลงข่าวว่า ผมกุข่าว เรื่องถูกจับตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งผมฟังแล้วเหมือนกับว่า ผมกุข่าวว่าจะถูกจับ แต่จริงๆ แล้วกลับไม่ได้ถูกจับ ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้ว ผมเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังตอนอยู่ที่ประเทศจีน โดยถามว่า มีข่าวว่าศาลจะอ่านคำพิพากษาวันศุกร์ ถ้าเผื่อไปลงเครื่องบินก็จะถูกจับวันนั้นเลย และในข่าวก็ลงว่า จะไม่ได้ประกันตัว

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะสิ้นสุดสภาพความเป็นนายกรัฐมนตรีทันที ผมบอกว่าจริงๆ แล้วเป็นข่าวลือ วันหลังจะส่งข่าวลือมาใหม่ให้แนบเนียนหน่อย และผมไม่เคยได้ยินข่าวแบบนี้หรอก ข้อเท็จจริงคือ คดีความของผมอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นผู้วินิจฉัย ถ้าจะอ่านเมื่อไรก็ต้องแจ้งให้ผมทราบล่วงหน้า และผมก็ไปฟังคำพิพากษา ซึ่งถ้าหากแจ้งมาผมไม่ไป ศาลก็จะจับผมไปก็เท่านั้น

พอมาถึงกรุงเทพฯ กลายเป็นว่า สมัครกุข่าวถูกจับที่สนามบิน ก็ผมไป บน.6 เครื่องบินทหารอากาศ ขากลับก็ต้องกลับ บน.6 ไม่ใช่ว่าไปเลี่ยงลง เหมือนกับว่าผมจะบังคับเครื่องบินพาณิชย์ให้ไปลง บน.6 มันบ้ากันขนาดนี้ แต่ที่บ้าหนักไปกว่าเดิมคือ พรรคประชาธิปัตย์ออกมาบอกให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว ตกลงภาษาไทยวันละคำที่ผมบอกคือคำว่า "กุ" คือ คนที่เป็นตัวข่าวเอาข่าวออกมาเอง อย่างนั้นเรียก กุ แต่ถ้าหนังสือพิมพ์อยู่ดีๆ เขียนข่าวออกมาเอง อย่างนั้นเรียกว่า "เต้า" ข่าว

ส่วนกรณีที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวพาดหัวว่า "ชัยหักหมัก" เรื่องการเลือกที่ตั้งอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เหมือนกับว่าผมอยากจะให้ก่อสร้างที่คลังแสงสรรพาวุธ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ขณะที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่า พื้นที่บริเวณท่าเรือเหมาะสม ซึ่งผมกับนายชัยก็ได้เดินทางไปดูสถานที่ที่ท่าเรือคลองเตย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ซึ่งมีเนื้อที่ใกล้เคียงกันทั้งสองที่

แต่พอวันนี้ ก็พาดหัวอีกแล้วว่า "หมักกินรวบ" คือกินรวบที่ก่อสร้างที่คลองเตย ซึ่งเป็นการพาดหัวที่ดูขัดแย้งกัน ความจริงแล้ว เรื่องดังกล่าวประธานสภาฯ กำลังดำเนินการตัดสินใจ และก็ขอร้องให้ผมมาช่วยคิดว่า จะเอาสถานที่แห่งใด ซึ่งผมก็บอกว่า ทางสภาต้องเป็นหลัก แต่ทางรัฐบาลเป็นผู้ที่ให้งบประมาณ ก็ไม่มีอะไร เพราะยังไม่ตกลงว่าจะเอาที่ไหน ต้องเรียกประชุมกันอีกที

แต่การที่หนังสือพิมพ์มาออกข่าวอย่างนี้ ถือว่าผิด เพราะการที่พาดหัว "ชัยหักหมัก" ก็เหมือนกับว่า นายชัยหักหน้านายสมัคร ทำนองนั้น แต่พอไปดู และยังไม่ได้ตกลงอะไรกัน ก็มาพาดหัว "หมักกินรวบ" ซึ่งกินรวบใช้กับการเล่นหวย สำนวนด่าทอก็คือ ใครไปได้อะไรมา แล้วเอาไว้คนเดียว พรรคพวกไม่ให้

การสร้างอะไรบ้าบอคอแตกอะไรนี่ ยังไม่ได้ตกลงกัน เขาตกลงเรื่องสถานที่ ของหลวงทั้งนั้น ไอ้นั่นก็ของทางหลวงทหาร ไอ้นี่ก็ของทางหลวงรถไฟ แล้วมันยังไง ใครจะไปกินรวบได้ อะไรยังไง คนที่เขียนข้อความพรรค์อย่างนี้ มันต้องมีความคิดว่า จะเขียนถึงใคร อะไร ยังไง สักแต่ว่าเขียนๆ เวลาผมว่าเข้าก็ทำฟึดฟัดโกรธเคือง ว่าไปว่าอีกแล้ว แต่ถ้าไม่ว่าก็เล่นกันตามใจชอบ

ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นคำร้องขอศาลปกครองกลาง คดีปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จนกระทั่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว มติคณะรัฐมนตรีก็ยินดีปฏิบัติตามคำสั่ง และสั่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายฝ่ายบริหาร ช่วยให้คำแนะนำ อีกทั้งให้กระทรวงต่างประเทศระงับการแถลงการณ์ร่วมขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารออกไปก่อน ก็มีนักวิชาการออกมาแสดงความเห็นว่า ศาลปกครองใช้อำนาจเกินหน้าที่ เพราะการใช้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลเสียรังวัดทั้งคู่ รวมทั้งประชาชนทั้งสองประเทศก็ยังสงสัย ทั้งที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากว่า 40 ปี และถือว่าสถาบันตุลาการใช้อำนาจกระทบต่อการทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง

บ้านเมืองนี้แปลก ไปดึงบุคลากรในศาลลงมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระต่างๆ รวมทั้งมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรี หรืออธิบดี ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และกระทบต่อการทำหน้าที่ศาล ที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะไม่กลัว และตกเป็นจำเลยแล้วทั้ง 5 ศาล ต่อไปหากมีกลุ่มบุคคลใดไปยื่นฟ้องร้องต่อศาล อาจทำให้คำสั่งหรือมติ ครม. ที่ออกมา อาจต้องตกไป ซึ่งตรงนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงในการบริหาร และไม่ถือว่าทั้ง 3 สถาบันไม่มีระบบคานอำนาจซึ่งกันและกัน แต่เป็นการก้าวก่ายแทรกแซงการบริหาร

ส่วนการที่พันธมิตรฯ ออกมาปลุกปั่น สร้างกระแสรักชาติ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ทั้งที่ไม่ได้เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว โดยผมบอกเลยว่า ที่มาของปัญหาเพราะเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และจะมาดึงนายสมัครเอาไปฆ่าแกงด้วย และผมเป็นนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นนอมินีใคร แม้จะไม่เก่งเท่า เมื่อมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว ก็จัดตั้งคณะรัฐมนตรีแม้จะขี้เหร่ เพราะคนเก่งการเมืองก็โดนคำสั่งศาลไปนั่งตบยุงอยู่ที่มูลนิธิ 111 แต่บ้านเมืองในขณะนี้กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี

*ชวนจีนเที่ยวไทยช่วงโลว์ซีซั่น

การไปจีนมีเหตุนะครับ จริงๆ วันที่ไปถึง 30 มิถุนายน แต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นวันครบรอบ 33 ปี ของสัมพันธภาพระหว่างไทยกับจีน ผมได้ไปเจรจากับนายกรัฐมนตรีจีน เรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โดยเราอยากจะให้คนจีนมาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้นในช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งทั้งโรงแรม อาหาร ก็ถูกยิ่งกว่าเก่า และในประเทศไทยเองการจัดสัมมนาก็อยากให้มาในช่วงนี้ เพราะขณะนี้มันแป้ก

ซึ่งผมยังได้พบกับประธานาธิบดีจีน โดยได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว และแสดงความยินดีกับการจัดงานโอลิมปิกที่ทำได้เรียบร้อยดี และสัมพันธไมตรี 33 ปี ที่มีต่อกันไม่เปลี่ยนแปลง ที่สำคัญประธานาธิบดีจีนท่านเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย ซึ่งทางจีนมีความยินดีที่จะถ่ายทอดเรื่องดินขับ ดินระเบิด ให้กับกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศด้วย

ส่วนที่เมืองกวางโจว ผมไปดูเรื่องผลไม้ไทย มังคุด ทุเรียน ซึ่งมังคุดหน้าตาบางทีก็ดี แต่ปอกแล้วสะดุด ส่วนทุเรียนคนจีนก็กินทุเรียนปลาร้า ที่ปอกแล้วใช้ได้แต่จืด ความหอมไม่เหลือ มันใช้ได้อย่างไร ผมเสียใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง เพราะในการปาฐกถา ผมได้คุยให้ทูตฟังว่า ในการส่งออกผลไม้ เราได้คัดที่เป็นสุดยอด แต่ทุเรียนที่ปอกข้างนอกดูเปลือกเหลือง แต่กรีดออกมาแล้วข้างในดิบ แสดงว่าทุเรียนจำบ่ม ส่งไปเสียหาย ผมเดินแทบจะเอาปี๊บคลุมหัว ไม่หอมไม่ว่า แต่นี่ไม่หวาน

นอกจากนี้ ผมก็ได้เดินทางไปบรูไน โดยทางบรูไนต้องการให้ไทยไปลงทุนร่วมกันด้านอาหารฮาลาล แล้วส่งขายคนทั่วโลก ซึ่งเราก็ยินดี เพราะจะทำให้คนไทยได้งานทำด้วย

*การคานอำนาจกันในระบอบประชาธิปไตยของไทย

จริงอยู่อำนาจเขาคานกัน ก็คืออำนาจทั้ง 3 อำนาจอธิปไตย ก็คือ อำนาจบริหาร ก็โดยรัฐบาล ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ก่อนครับ ประเทศไทยจะต้องเริ่มต้นด้วยอำนาจนิติบัญญัติ คือ ไปเลือกตั้งเอาตัวแทนมา แล้วนิติบัญญัติจะแบ่งส่วนหนึ่งมาเป็นบริหาร เป็นอีกอำนาจหนึ่ง บริหารโดยคณะรัฐมนตรี นิติบัญญัติโดยสภา และที่มีอยู่ติดกับบ้านเมืองนี้ตลอดมาคือ อำนาจตุลาการ ที่เป็นอำนาจที่ 1 ใน 3 คานกันอยู่ แต่ว่าระบบของเราเป็นเรื่องของระบบราชการประจำนั้น คือศาล ได้ใช้มาจนกระทั่งบัดนี้ ซึ่งไม่ใช่ความเสียหาย แล้วก็เป็นเรื่องดีด้วย คือว่าท่านอยู่เหมือนกับว่าถ่วงน้ำหนัก คือ ทั้งหมดเวลาเราเรียนหนังสือนี้ก็จะถ่วงกัน แต่ว่าในเวลาบัดนี้ นักวิชาการบอกว่า

ถ้าหากศาลปกครองใช้อำนาจกับรัฐบาลได้อย่างนี้ แล้วต่อไปอำนาจบริหารจะทำอย่างไร เพราะอำนาจบริหารติดต่อกับผู้คนทั้งหมด ที่เขาพูดว่ามาตรา 190 วรรคหนึ่ง ยังไม่ใส่ แต่วรรคสองเขียนไว้ครอบจักรวาล อะไรก็ไม่ได้เลย เพราะว่ามาตรา 190 วรรคสองอันนี้ถึงได้ทำให้พันธมิตรฯ 7 คนไปร้อง แล้วศาลก็สั่ง นักกฎหมายท่านก็ไม่ใช่รัฐบาล ท่านคงไม่มีคดีความอะไรติดตัวเหมือนผม ท่านก็แสดงความคิดเห็นเลย ซึ่งเป็นความคิดเห็นซึ่งน่าคิดครับ

การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540

เราอยู่กันมา มีระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 วันที่ 10 ธันวาคม ก็มีรัฐธรรมนูญ มีมาแล้ว 17 ฉบับ ฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ 18 เปลี่ยนแปลงได้ ฉีกทิ้งได้ ก็มีคนฉีกทิ้งมาแล้ว แก้ไขได้ รัฐธรรมนูญเป็นของที่คนเขียนขึ้น คนล้มล้างได้ คนทำอะไรได้ทั้งนั้นละครับ แล้วสุดท้ายนั้นก็มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ออกไป รัฐธรรมนูญปี 2540 เขาเกิดขึ้นมาเพราะความขัดแย้งทางการเมือง หลังจากการปฏิวัติโดยไม่มีเหตุผลเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 แล้ว ก็ได้มีความคิด เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา ในที่สุดก็ให้รัฐบาลที่เป็นคนกลางเป็นนายกฯ ก็อยู่อีก 3 ปี จนปี 2544 จึงจะได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540

รัฐธรรมนูญปี 2540 ใครต่อใครว่าดี แล้วทำไมถึงต้องฉีกทิ้ง รัฐธรรมนูญปี 2540 เขียนมาเพื่อต้องการให้มีรัฐบาลที่แข็งแรง ที่แล้วมารัฐบาล 6 เดือนล้ม ครึ่งปีล้ม 1 ปีไปไม่รอด เขาก็เขียนให้แข็งแรง แต่ก็เกิดมีรัฐบาลที่เขาเกิดมีสถานะแข็งแรงทางการเงิน ก็เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็อยู่มาได้ 4 ปีเต็มเลยครับ เลือกตั้งใหม่ 377 ต่อ 123 ตรงนี้ละครับคือตัวชนวน ได้ 126 หมดเรื่องครับ รัฐมนตรีจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เอานายกฯ ไม่ได้ แต่เอารัฐมนตรีได้ทั้งฝูง แต่เกิดได้ 123 จะอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องมี 125 นี่ละครับคือจุดยั่วกิเลส เอาก็ไม่ได้ นายกฯ เอาไม่ได้

รัฐมนตรียังเอาไม่ได้ นี่ละครับที่เกิดเหตุ ก็เลยกลายเป็นว่า ก็คิดว่าหัวหน้ารัฐบาลเก่าจะต้องอยู่กันตลอดไป เลยต้องให้มีความเปลี่ยนแปลง ก็ล่อกันไปสิครับ ล่อกันไปอย่างนั้นก็ตั้งข้อกล่าวหา คิดคลางแคลงใจว่านายกฯ คนที่แล้วมีพฤติการณ์ไม่จงรักภักดี ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง เข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ เข้าไปรุกล้ำสื่อสารมวลชน ท่องได้เลยครับ 4 ข้อนี้ กล่าวหากันอย่างนี้ จนกระทั่งเสร็จแล้วก็สุกงอม ปฏิวัติ แต่วันจริงๆ ไม่งอม เขาบอกถ้าไม่ปฏิวัติรุ่งขึ้นจะต้องนองเลือด ไม่มีหรอกครับ แต่ปฏิวัติก็ปฏิวัติเอาเถิด ปฏิวัติแล้วก็ 1 ปี ตามสัญญา เสร็จก็ประมาณ 1 ปี 5 เดือน ก็กลับมาเลือกตั้งกันใหม่

รัฐธรรมนูญก็ยังเป็นอย่างนั้น แต่มันถูกฉีกทิ้ง แล้วถูกเขียนขึ้นมาใหม่ อะไรที่เกลียดแค้นชิงชังรัฐบาลเก่าก็เขียนใส่รัฐธรรมนูญหมด รัฐบาลทำอะไรกลายเป็นเลวหมด ม.190 ม.237 ม.309 ผมไม่พูดถึงเรื่องการเมือง แต่ ม.237 แต่ก่อนก็มีครับ แต่มีแค่แสดงว่าใครไปทำอะไร คนนั้นจะโดนใบแดง แต่วรรคสองบอกเลยว่า ถ้าเป็นกรรมการบริหารพัวะละก็ ไปทำอะไรไม่รู้ แต่ถ้าโดนพัวะลงไปทั้งพรรคโดนยุบ นี่มันของใหม่นะครับ ม.190 ข้อแม้ข้อแรกใครๆ ก็รับได้ แต่ข้อแม้ข้อสองมันเกินเหตุไหมครับ มันเกินเหตุขนาดที่เรียกว่า คน 9 คนไปยื่นก็เกิดเรื่องเลยครับ

รัฐบาลถูกมัดมือมัดเท้าเลยทันที อย่างนี้เลย ผมก็พูดกับท่านพี่น้องประชาชนได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าคิด เพราะว่าถ้าหากศาลปกครองดำเนินการอย่างนี้ เขาอยากให้คณะรัฐมนตรียื่นไปศาลปกครองสูงสุด คือกำลังหมายความว่า คณะรัฐบาลกลัวระบบอำนาจศาลเสียจนกระทั่ง แม้จะยื่นไปก็ยังไม่กล้า ในขณะเดียวกัน ทีพันธมิตรฯ เขาไม่กลัวเลยครับ เขายื่นอุทธรณ์ครับ เขาไม่ดำเนินการและยังไม่อุทธรณ์ด้วย แต่รัฐบาลทำท่า นักวิชาการจึงต้องออกมาไงครับว่า 1-2 โอเค แต่ 3 นี่มากเกินไป แปลว่ายังไม่ต้องทำอะไร แล้วให้รอศาลปกครองกลางก่อน ศาลปกครองสูงสุดก่อน เห็นไหม

ผมรับผิดชอบในสิ่งที่ผมพูด ทีวีออกมานั้น ตั้งวงด่า ทีวีถ่ายทอดตั้งวงด่า ด่าหยาบด่าคาย ด่าเลวด่าทราม คนทั้งประเทศฟังหมด เขาไปบอกพวกที่ติดนั่นละครับคุณทำผิด หาว่าสั่งปิด เขาเตือน คนที่เอาเร็วไปว่าคุณจะต้องถูกนั่น หาว่าสั่งปิด แล้วบัดนี้ว่าอย่างไร ออกโทรทัศน์ข้างเดียว ศาลท่านคุ้มครอง แล้วด่ารัฐบาล ด่าหยาบด่าคาย ด่าเสียด่าหาย ด่าหมดเลยครับ แต่ศาลปกครองคุ้มครอง แล้วนี่กำลังจะออกใหม่ เขาจะออกทีวีอีกช่องหนึ่ง แสดงความเห็นแล้วครับ ออกชื่อก็ได้

นายเทพไท เสนพงศ์ แสดงความเห็นเลยว่า จะกลายเป็นเรื่องตอบโต้กัน จะเป็นเรื่องทำให้เกิดบรรยากาศความเสียหาย จะกลับไปสู่ 2549 ด่าข้างเดียวนี่เขาบอกเขาจะแสดงความจริง เขาไม่ได้จะด่าเลยครับ จะแสดงข้อเท็จจริง คือด่าแล้วอีกข้างหนึ่งต้องฟังอีกข้างหนึ่ง จะออกโทรทัศน์ช่องนี้ ออกก็ออก ไม่ได้เรียกว่าสู้กัน เขาเป็นการจะหักล้างข้อมูลว่า คุณมานั่งด่าอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าคนทั่วประเทศได้รับข้อมูลจะได้รู้อะไรเป็นอะไร ออกมาว่า คือทางโน้นทำมาตลอด ทำมาเท่าไรไม่ว่าครับ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่า แต่พอทางนี้เขาจะทำขึ้นมาหักล้าง บอกว่าจะทำให้สถานการณ์เลวทราม ให้บ้านเมืองเลือดตกยางออก แปลว่าอย่างไรครับนี่

ต้องขออภัยท่านที่ส่งคำถามมา ผมไม่ได้มีโอกาสตอบ ผมต้องพูดเรื่องนี้ วันนี้ผมพูดอย่างนี้ ที่น่าสนใจคืออย่างนี้ครับ คุณสุภาพสตรีต้องนั่งแท็กซี่มา ต่อโทรศัพท์ไม่ได้ แล้วต้องการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ร้องเรียนครับ แต่ในนามคนภาคใต้คนหนึ่ง จริงๆ มากลุ่มหนึ่ง มาให้เลยครับ เอาจดหมายมาให้ มายืนยันว่ากรณีที่คน คือกำลังจะพูดเรื่องสำคัญหมดเวลา นิดๆ หน่อยๆ ต้องอธิบายความได้ เวลานี้เขาต่อต้าน นายสมัคร เฉลิม ต่อไปคณะรัฐมนตรีจะลง จะต่อต้านไม่เอา ผมบอกไม่ได้หรอกครับ เขาถามผม เขาถามผมว่า อย่างนี้จะทำอย่างไร

ผมบอกว่า ผมคิดดีกับพวกนั้น คือผมไม่เคยคิดเลยทางคนใต้จะขึ้นมากรุงเทพฯ ผมไม่เคยคิดต่อต้าน ไม่เคยคิดเลยครับ ผมคิดดีกับพวกนั้นครับ ถ้าพวกนั้นคิดจริงว่าคนทางนี้รัฐมนตรีลงไปจะต้องต่อต้าน ผมว่าคิดสู้ผมไม่ได้ ผมคิดดีกว่า แล้วคนปักษ์ใต้ขึ้นมากรุงเทพฯ ผมก็ยินดีต้อนรับ ไม่มีคิดต่อต้านเลย ส.ส.ปักษ์ใต้ขึ้นมาไม่คิดต่อต้านเลยครับ ไม่เคยคิดเลย คิดอะไรโง่ๆ พรรค์อย่างนั้นผมคิดไม่เป็น เวลาหมดครับ วันอาทิตย์หน้า 08.30 น. พบกันใหม่ วันนี้ลาก่อนครับ สวัสดีครับ