WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 15, 2011

เสร็จนา..ฆ่าโคถึก

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



“ผมต้องพูดแรงนิดหนึ่ง
ผมว่ากระทรวงการต่างประเทศคือกระทรวงขายชาติ ทุกวันนี้
คุณกษิต ภิรมย์ นี่ผมผิดหวังในตัวคุณกษิตมาก
คุณกษิต ภิรมย์ กับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ
รู้เห็นเป็นใจกันทุกเรื่อง
คุณกษิต ภิรมย์ ฉกฉวยโอกาสในช่วงของการชุมนุมพันธมิตรฯไปสร้างชื่อตัวเอง
สมัยคุณกษิต ภิรมย์ อยู่ก็ขึ้นเวทีด่าเขมร อย่างโน้นด่าเขมรอย่างนี้
วันนี้คุณกษิต ภิรมย์ ออกมาพูดในเรื่องนี้เป็นการปกป้องเขมรหมด”

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
แสดงความไม่พอใจอย่างมากกับท่าทีของรัฐบาลและกองทัพ
ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางเอเอสทีวีเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา
กรณีกัมพูชาจับ 7 คนไทย
ที่มีนายวีระ สมความคิด กับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กรุงเทพฯ
พรรคประชาธิปัตย์ รวมอยู่ด้วย แต่ท่าทีของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
โดยเฉพาะนายวีระ สมความคิด กับนางราตรี ไพรพัฒนไพบูลย์ ถูกตั้งข้อหาเพิ่มว่า
พยายามประมวลข่าวสารซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศ
ตามมาตรา 27 และมาตรา 446 ของกฎหมายกัมพูชา

“เป็นเรื่องที่เจ็บช้ำน้ำใจที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา เจ็บช้ำน้ำใจตรงไหนรู้ไหม
ตรงที่ว่าพอมีเรื่องแล้วรัฐบาลไทย ทหารไทย ข้าราชการไทย
นักการเมืองไทยไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีศักดิ์ศรี เหมือนกับว่า
เรายอมเขมรมันหมดทุกเรื่อง แล้วเขมรคือใคร ไอ้ประเทศซึ่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มัน
จนทุกวันนี้มันยังไม่สามารถจะหาธรรมาภิบาลในประเทศชาติของมันได้เลย”

นายสนธิยังถามว่า นายอภิสิทธิ์และ พล.อ.ประวิตรมีหัวใจเป็นคนไทยหรือเปล่า

“การที่เขมรจะเอาคนทีมคุณวีระ คุณพนิชไปขึ้นศาล
ถ้านายกรัฐมนตรีมีความเป็นลูกผู้ชายแล้วกล้าปกป้องประเทศไทย
ถ้า พล.อ.ประวิตรเป็นอดีตทหารเสือราชินี เป็นทหารจริงๆ มีจิตใจเป็นทหาร
ถ้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เป็นคนไทยจริงๆ
ต้องประกาศให้ชัดเจนว่าคุณเอา 7 คนไปขึ้นศาลไม่ได้ เพราะนี่ดินแดนไทย
ต้องปล่อยออกมาเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณไม่ปล่อยมีเรื่องกับเราทันที
เพราะนี่พื้นที่เรา บ้านเราเขาทำตรงกันข้าม
เขาไปเป็นพยานให้กับเขมรว่าคนไทยรุกดินแดนไทย นี่คุณหัวใจคนไทยหรือเปล่า”

ย้อนคดียิง “สนธิ”

คำพูดของนายสนธิยิ่งทำให้หลายคนต้องย้อนไปถึงการลอบสังหาร
นายสนธิเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 จนถึงวันนี้
ยังไม่สามารถจับคนยิงหรือคนบงการได้
อีกทั้งเรื่องยังเงียบหายไปอย่างน่าประหลาด
ทั้งที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยืนยันว่าคดีนี้จะไม่เป็นมวยล้ม
หลังจากมีการออกหมายจับนายทหารชั้นประทวน
สังกัดศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี
ซึ่งมีการพยายามพาดพิงไปถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น

ขณะที่นายสนธิได้ออกมาแถลง
ถึงขบวนการสังหารตนเองหลังจากรักษาตัวและเก็บตัวเงียบมาระยะหนึ่ง
โดยยืนยันว่ามีผู้พยายามส่งเจ้าหน้าที่มาพูดคุยว่าผิดเป้าหรือไม่
แต่เชื่อว่าเป็นกฐินสามัคคี
ทั้งยังฝากถึงนายอภิสิทธิ์ว่าอย่าปกครองบ้านเมืองด้วยคำพูด
แต่ต้องจับคนยิงให้ได้
ไม่อย่างนั้นประเทศไทยก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านป่าเมืองเถื่อน
ที่ใครมีอำนาจ มีปืนก็ยิงใครก็ได้

“ขบวนการที่ยิงผม
เท่าที่ทราบมี 14 คน เป็นทหาร 13 คน เป็นตำรวจ 1 คน และทหาร
มีพื้นเพมาจากป่าหวายทั้งหมด
บางคนบอกว่าคนบางคนในดีเอสไอเป็นคนวางแผนฆ่าผม
แต่ผมบอกว่าคนในดีเอสไอคงจะไปสั่งทหารป่าหวายไม่ได้
ถ้าอย่างนั้นน่าจะเป็นกฐินสามัคคี
ผมไม่ติดใจอะไร จับได้ก็ได้ จับไม่ได้ต้องถือเป็นโชคร้ายของบ้านเมือง
คนอย่างผมถูกลอบสังหารได้
อย่างนายอภิสิทธิ์หรือสูงกว่านายกฯก็ต้องถูกสังหารได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

เกือบตายเพราะ “สี”

การลอบสังหารนายสนธิครั้งนั้นเชื่อว่า
มาจากการปราศรัยที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 โดยนายสนธิได้พูดเป็นปริศนาเรื่องของ “สี”
ซึ่งเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า

“ทำไมต้องจับมือกับเนวิน (ชิดชอบ)
และใครไปบังคับให้พรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมกับประชาธิปัตย์
ทำไมถึงมี “สีน้ำเงิน” มาฆ่า “สีแดง”
และ “สีฟ้า” ขอยืม “สีกากี” มาฆ่า “สีเหลือง”
และพี่น้องจะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง อย่างลึกซึ้ง
เพราะว่าเรื่องพวกนี้ถ้าไม่อธิบายกันแบบป่าทั้งป่าจะไม่เข้าใจ
และผมอยากให้คนใต้ที่ไม่ชอบผมตอนนี้ให้ตั้งใจฟังดีๆ
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้ยืนบนเวที
หรือยืนบนพระแม่ธรณีเพื่อให้คนชอบหรือไม่ชอบ
แต่นายสนธิจะยืนอยู่บนความถูกต้อง”

นับตั้งแต่นั้นมานายสนธิก็ประกาศแตกหักกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน
เพราะแม้แต่ “เปลวสีเงิน” คอลัมนิสต์ชื่อดังใน “ไทยโพสต์” ยังตั้งข้อสังเกต
เกี่ยวกับวันที่ 18 เมษายน 2552 ว่าเป็นวิกฤตการเมืองที่ต้องเตือนสติ
ทั้งคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง โดยใช้หัวข้อเรื่องว่า “ลับแลอำนาจ “ฆ่าสนธิ”
ปั่นเหลือง-แดงฆ่ากัน” โดยระบุว่า
คนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงต่างตกเป็นเครื่องมือของคนบางคน
ที่จ้องฉกฉวยโอกาสหลอกล่อให้ฆ่ากันเอง ซึ่งเกิดจาก “มือที่มองไม่เห็น”
ที่สร้างสถานการณ์เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง

พันธมิตรฯศัตรู ปชป.

ดังนั้น กว่า 2 ปีที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ
โดยเฉพาะนายสนธิได้ออกมาโจมตีนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งนายสนธิประณามว่า ระบบการเมือง
ขณะนี้เป็นลักษณะการสืบทอดอำนาจต่อเนื่องจากตนเองไปที่เมีย ลูก เพื่อน
แล้วยังจับมือกันกินรถเมล์ 69,000 ล้านบาท
สนามบินรันเวย์ที่ 3 อีก 75,000 ล้านบาท
ถนนไร้ฝุ่นอีกกี่หมื่นล้านบาท เบ็ดเสร็จงบประมาณแผ่นดิน 180,000 ล้านบาท
ถูกชัก 10 เปอร์เซ็นต์คือ 180,000 ล้านบาท
หรือ 15 เปอร์เซ็นต์ 270,000 ล้านบาท
เอามาจัดสรรเข้ากระเป๋าพวกนักการเมือง
เพื่อเอาเงินก้อนนี้กลับไปซื้อเสียงอีกครั้งหนึ่ง
แล้วกลับมาเพื่อกินงบประมาณกันอีก

นายสนธิยังประณามว่า พรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้
เหมือนปล้นกลางแดด มือถือดาบ คาดผ้าประเจียด ไอ้เสือเอาวา ปล้น
ไม่เหมือนยุคทักษิณที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ใช้กฎหมายบีโอไอ
หรือแก้กฎหมายสรรพสามิตให้ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานเพื่อเอื้อธุรกิจของตนเอง
แต่ยุคนี้เปลี่ยนเป็นการทำโครงการที่ใช้งบประมาณมากๆ เช่น
ถนนไร้ฝุ่น จำนำข้าว มือใครยาวสาวได้สาวเอา
นายอภิสิทธิ์จึงได้แต่นั่งทำตาปริบๆ เพราะกลัวพรรคร่วมรัฐบาลจะถอนตัว

แต่วันนี้นายสนธิคงไม่ปฏิเสธว่า
นายอภิสิทธิ์ไม่ใช่เป็น “ผู้นำฟันน้ำนม” หรือ “หุ่นเชิด” ที่ไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว
เพราะแม้แต่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย
และนายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ยังออกปากอย่างเกรงขาม
และถากถางว่าใหญ่โตจนไม่เห็นหัวคนแก่แล้ว

ดังนั้น ใครจะเย้ยหยันว่า “รักนะ...เด็กโง่”
แต่สำหรับพันธมิตรฯและนายสนธิที่ประกาศชุมนุมใหญ่ทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
และกรณีชายแดนไทย-กัมพูชานั้นกลายเป็นเรื่องของการใช้หนี้แผ่นดิน
ซึ่งนายสนธิยืนยันว่าจะชุมนุมแม้จะมีไม่กี่คนก็ตาม
เพราะวันนี้บรรดาแม่ยกนายอภิสิทธิ์ต่างหลงใหลในกิเลส ซึ่งน่าสงสารที่สุดในโลก

“ในวันข้างหน้าถ้ามีคนหล่อกว่านายอภิสิทธิ์ พูดเพราะกว่า ก็จะเปลี่ยนไปชอบอีกคน
คนที่หนาด้วยกิเลสพูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์
คนพวกนั้นมุ่งที่ความสวยงาม ความหล่อเหลา
มองคนที่ภายนอกจริงๆ
คนพวกนี้ผมรังเกียจมาก รู้ว่าไม่ควรพูดแต่ต้องพูด
เพราะรู้สึกว่าไม่อยากเสียเวลากับคนไร้สาระแบบนี้”

“อภิสิทธิ์โมฆะบุรุษ”

แต่สำหรับคนเสื้อแดงแล้วนายอภิสิทธิ์คือผู้ต้องหาในการสั่งฆ่าประชาชน
แม้วันนี้หลายฝ่ายจะเชื่อว่ายากจะเอาผิดได้ตามกระบวนการยุติธรรม
แต่ก็ดีกว่า “ตายฟรี” และถูก “ขังฟรี”
อย่างที่อาจารย์กฤตยา อาชวนิชกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง
ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์
“เมษา-พฤษภาอำมหิต” 91 ศพ และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน
สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการถูกยิงบริเวณศีรษะ
โดยใช้อาวุธสงคราม และแพทย์ยังให้ความเห็นว่า
ถูกกระสุนความเร็วสูง ซึ่งตรงกับผลการชันสูตรศพที่ถูกเปิดเผยออกมา
โดยเฉพาะกรณี 6 ศพในวัดปทุมวนาราม

ยิ่งหลังวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ใช้วาทกรรม “ก่อการร้าย” กล่าวหา
และไล่ล่าคนเสื้อแดง
ขณะที่เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ใช้คำว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” เท่านั้น
การที่รัฐบาลคิดคำนี้ขึ้นมา
เพื่อสร้างความสกปรกให้สะอาด สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล
แล้วสร้างความอัปลักษณ์ให้กับคนเสื้อแดง
ทั้งที่สิ่งที่รัฐบาลใช้อำนาจอำมหิต
จัดการกับประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่สกปรกและน่าผิดหวัง
ซึ่งประชาชนสามารถเกลียดรัฐบาลได้
แต่รัฐบาลไม่มีสิทธิเกลียดประชาชน
และไม่มีอำนาจสั่งฆ่าประชาชน

“นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เคยพูดกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี
ต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ว่านายสมชายเป็นคนหรือไม่
แต่ดิฉันจะไม่ถามว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนหรือไม่ เพราะรู้ว่าเป็นคนอยู่แล้ว
นอกจากนี้ในสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี
นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายโจมตีนายบรรหาร ตอนหนึ่งนายอภิสิทธิ์กล่าวหา
นายบรรหารว่าเป็นโมฆะบุรุษ
แต่กับเหตุการณ์นี้มีการสั่งสลายการชุมนุมทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก
แต่นายอภิสิทธิ์ยังอยู่ในอำนาจ นายอภิสิทธิ์จึงเป็นโมฆะบุรุษ
และรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นโมฆะรัฐบาล”

เสร็จศึกฆ่าพันธมิตรฯ

กรณีกัมพูชาจับ 7 คนไทยจนถึงบทบาทของพันธมิตรฯวันนี้
จึงถูกเปรียบเปรยเหมือนคำพังเพย “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าพันธมิตรฯ”
อย่างที่พันธมิตรฯออกมาประณามพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ว่า “เนรคุณ”
ทั้งที่พันธมิตรฯเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
จนสามารถล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ขณะเดียวกันการชุมนุมยืดเยื้อนานเกือบ 200 วัน
จนสามารถล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช
และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
นายอภิสิทธิ์จึงได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเพราะพันธมิตรฯเช่นกัน
แม้จะตั้งรัฐบาลโดยมีกองทัพจับมือกับกลุ่มนายเนวินก็ตาม

ชะตากรรมของกลุ่มพันธมิตรฯและนายสนธิ
ก็ไม่ต่างกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
ที่เคยยิ่งใหญ่และกุมอำนาจเด็ดขาด แต่ปัจจุบันเป็นได้แค่หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อมีการเลือกตั้งจะเป็นพรรคต่ำสิบหรือต่ำห้า
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถูกคาดการณ์ว่าจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนนายอภิสิทธิ์เสียอีก

จึงไม่แปลกที่นายสนธิจะแสดงความไม่พอใจ
และโจมตีนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ว่า
เนรคุณต่างๆนานา ทั้งยังโกหก ตระบัดสัตย์เป็นเนืองนิจ
โดยเฉพาะนายกษิตที่เป็นเหมือนคนของพันธมิตรฯแต่กลับออกมาตอบโต้
และกล่าวหากลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง
เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงแล้วยังปลุกระดมให้เกิดความโกรธแค้น
และไม่สมควรจะเอากองทัพมากดดัน

มาร์คปุกคุ้ง

นายสนธิสรุปว่า นายกษิตกับนายอภิสิทธิ์เป็น “ของเก๊” ทั้งหมด
ทั้งตั้งฉายานายอภิสิทธิ์ว่า “มาร์คปุกคุ้ง” หมายถึงกระบี่วิญญูชนจอมปลอม คือ
นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจฆ่าคู่ต่อสู้ทางการเมือง
ฆ่าญาติมิตร ฆ่าเพื่อนฝูงผู้หวังดี
แม้แต่คนที่ต่อสู้ให้ตนเองขึ้นมาใหญ่ก็ฆ่า
ในช่วงที่ตัวเองเป็นใหญ่ก็ต้องการโชว์ว่าซื่อสัตย์
แต่พอลับหลังก็แอบไปจับมือกับโจรเพื่อจะปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน

แกนนำพันธมิตรฯและกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ
จึงไม่เชื่อความจริงใจของนายอภิสิทธิ์
ทั้งยังมีบางคนมองว่านายอภิสิทธิ์และคนในกองทัพบางคนถือโอกาส
ยืมมือสมเด็จฮุน เซน ทำลายพันธมิตรฯ
เพราะหากปล่อยให้พันธมิตรฯกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจใหม่
ซึ่งไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มอีลิตอย่างปัจจุบัน
โดยกลุ่มพันธมิตรฯยืนยันจะชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อในวันที่ 25 มกราคมนี้แน่นอน
เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกเอ็มโอยู 2543
แต่นายสนธิอาจลืมไปว่าความยิ่งใหญ่ของพันธมิตรฯก่อนหน้านี้
ส่วนหนึ่งมาจากบรรดาแม่ยกของนายอภิสิทธิ์ คนของพรรคประชาธิปัตย์
และกลุ่มอีลิตที่มีพลังมหาศาลจาก “สีพิเศษ”

“มันทุเรศไง เมืองไทยเป็นเมืองซึ่งด้อยปัญญา
รัฐบาลทำไมเราถึงมีนักการเมืองชั่วๆ ทหารเลวๆบางคนเกิดขึ้นมาได้
เหตุผลเพราะว่าคนไทยไร้ปัญญา
เมื่อคนไทยไร้ปัญญาแล้วมันหลอกเรื่องอะไรก็หลอกได้
แต่มันหลอกเรื่องกฎแห่งกรรมไม่ได้ ผมเชื่อเหลือเกินในเรื่องกฎแห่งกรรม
ผมคิดว่ามันใกล้มาแล้ว”

นายสนธิกล่าวอย่างเจ็บปวด ซึ่งคงไม่ปฏิเสธว่า
สภาพของคนเสื้อเหลืองวันนี้ไม่ได้แตกต่างจากคนเสื้อแดงมากนัก
ที่โดนต้ม โดนหลอกจากนักการเมืองเลวๆ กลุ่มอีลิต
และกองทัพที่วันนี้ปูอำนาจไว้อย่างมั่นคงแล้ว
จึงไม่จำเป็นต้องใช้บริการจากบรรดา “โคถึก” อีกต่อไป

พรรคประชาธิปัตย์จึงกล้าออกมาประกาศว่า
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ส.เขตต้องมี 375 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 125 คน
รวมทั้ง ส.ว.สรรหาก็ยังมีอยู่ต่อไป
เพราะนั่นคือฐานอำนาจของกลุ่มอีลิตในรัฐสภา
อีกทั้งยังเป็นการลดอำนาจ
พรรคเพื่อไทยและกลุ่มที่ยังจงรักภักดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณอีกด้วย

เสียงขู่ของนายสนธิและกลุ่มพันธมิตรฯจึงมีแต่ลดลงเรื่อยๆ
เพราะกลุ่มที่เคยสนับสนุนค่อยๆถอยห่างออกไป
การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯและเครือข่ายจึงไม่มีพลังเหมือนในอดีต
ขณะที่พรรคการเมืองใหม่เองก็เหมือนแท้งตั้งแต่เกิด
จนถูกสบประมาทว่าอาจไม่ได้ ส.ส. แม้แต่ที่นั่งเดียวหากมีการเลือกตั้ง

“เหลือง-แดง” ปลดวิกฤต

จึงไม่สายเกินไปที่
นายสนธิจะกลับไปทบทวนที่เคยพูดถึงคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงว่า
มีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคืออุดมการณ์ที่ต้องการ “ปฏิวัติสังคม”
แม้ไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน

แต่ไม่ได้ปิดประตูตาย เพราะไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็คือประชาชน
ที่ต้องการความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง
ที่เป็นของประชาชน ไม่ใช่ให้พวกเหลือบการเมืองมาแสวงหาผลประโยชน์

ที่สำคัญคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงไม่เคยคิดจะเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งเลย
ขณะที่นายอภิสิทธิ์และคนในกองทัพ
กลับไม่สะทกสะท้านกับการใช้กำลังปราบปรามประชาชนจนตายไปเกือบร้อย

การเดินหน้าปฏิวัติสังคม
โดยประชาชนจึงเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถปลดแอกการเมืองน้ำเน่า
ภายใต้เงาอุบาทว์ของกลุ่มอีลิตและ “มือที่มองไม่เห็น” ได้

เพราะไม่เช่นนั้น
นายสนธิและพันธมิตรฯก็ยากจะต้องรับชะตากรรมเช่นเดียวกับคนเสื้อแดง
ขณะนี้ที่ถูกยัดเยียดเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และติดคุกยาวเพื่อไม่ให้เป็น “หอกข้างแคร่”

แม้แต่นายอภิสิทธิ์เองก็ตาม
แม้วันนี้จะเป็น “คนโปรด” ของกลุ่มอีลิตและคนในกองทัพ
แต่เมื่อ “เสร็จศึก” ก็หนีไม่พ้น “กฎแห่งกรรม”
และเป็น “โคถึก” ที่มิแคล้วต้องถูกฆ่าเช่นเดียวกับนายสนธิในวันนี้

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 294 วันที่ 15-21 มกราคม พ.ศ. 2554
หน้า 16 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=9339