WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, April 10, 2011

บทความมติชน: "10 เมษา"สอนให้รู้ว่า"กำลัง-อำนาจ"หยุด“ประชาชน”ไม่ได้

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

"10 เมษา"สอนให้รู้ว่า "กำลัง-อำนาจ" หยุดคนไม่ได้


โดย ชฎา ไอยคุปต์


สิทธิ เสรีภาพ คือ หน้าต่างของบ้านที่นำแสงสว่างแห่งมนุษยธรรมเข้ามา และเสรีภาพเป็นพื้นฐานของความดีทั้งมวล ที่เทิดทูน "คุณค่าของมนุษย์"

จุดประสงค์ใหญ่ของเสรีภาพไม่ใช่เพียงแค่ความเพ้อฝัน แต่ต้องการแสวงหา"ความจริง" ไม่ใช่ต้องการเฉพาะเพื่อลดอำนาจของรัฐบาล แต่ต้องการให้เกิดความยุติธรรมขึ้นภายในชาติและความสุขของประชาชน


ความจริงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีอำนาจใดมาคัดค้าน หรือเอาชนะได้


การรวมตัวกันของกลุ่มคนเสื้อแดงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับจากวันที่ถูกเจ้าหน้าที่้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ในวันที่ 10 เมษายน 25533 หลังจากที่พวกเขามาปักหลักชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและทวงความมยุติธรรม ยุติสองมาตรฐาน ตามสิทธิและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่กลับไม่ถอยไม่หนี ช่วยกันปกป้องอาณาเขตพื้นที่ชุมนุม เพื่อแสดงให้ผู้ปกครองเห็นว่า พวกเขาจะไม่ไปไหนจนกว่าข้อเรียกร้องจะถูกนำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคม มีพื้นที่แสดงความคิดความเห็นแสดงออกได้อย่างเสรี


ไม่ใช่ความยุติธรรมที่ต้องอยู่อย่าง ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ และง่อยเปลี้ยเสียขา


แต่การทวงความยุติธรรมผ่าน "ลิ้น" ไม่อาจสู้กับอิทธิพลดินปืนได้


ไม่มีใครคาดคิดว่าการเรียกร้องตามเสรีภาพอันพึงมีต้องกลายเป็น "ผี" เฝ้าถนน


เมื่อกองทัพนำกำลังทหารพร้อมอาวุธ โล่กระบองไว้ทุบตี ปืนลูกซองบรรจุกระสุนกระยางไว้ยิง ปืนเอ็ม 16 ไว้ป้องกันตัว และมีรถสายพานลำเลียงเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง และมีเฮลิคอปเตอร์ไว้หย่อนแก๊สน้ำตา เจ้าหน้าที่ตั้งแถวเข้าโอบล้อมพื้นที่ชุมนุม เกือบทุกด้าน ยืนประชันหน้ากับคนเสื้อแดงที่ไม่ยอมถอยหนี

ในที่สุดเจ้าหน้าที่ได้เข้าประชิดและผลักดันผู้ชุมนุมเสื้อแดงตามคำสั่ง "ขอพื้นที่คืน" แต่เมื่อปฏิบัติจริงไม่รู้ว่าเป็น "ขอ"หรือ"ขู่"


การบัญญัติศัพท์ที่ทำให้ คำว่า "สลายการชุมนุม" ดูละมุนละไมได้ขนาดนี้ เป็นศิลปะอีกอย่างหนึ่งของนักการเมือง คือ การใช้คำพูดใหม่ๆกับเรื่องเดิมๆ เพราะรู้ว่าประชาชนมักเบื่อง่าย และชอบการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา


เสียงกระสุนนัดแรกดังขึ้นตามด้วยเสียงรัวถี่ยิบขนาดนั้น ไม่ใช่คำขอหรือคำขู่แต่เอาจริง


ขณะที่ผู้ชุมนุมยังคงหยัดยืน ตั้งหลักปักธงไม่ยอมออกจากที่มั่น โดยไม่มีใครคาดคิดว่า สนามประชาธิปไตยจะถูกแปรเปลี่ยนให้เป็น"สนามรบ" โดยมีกำลัง 2 ฝ่าย คือ "ทหาร"กับ"ประชาชน" ซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน ทหารผู้ทำหน้าที่ปกป้อง "ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" แต่ต้องต่อสู้กับประชาชนตาม"คำสั่ง"ของผู้บังคับบัญชา เมื่อเกิดการปะทะ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ทหารต้องเป็นจำเลยทำร้ายประชาชน


ในนาทีเผชิญหน้าระหว่าง"นักรบ"กับ"นักสู้" เสมือนฉากในอดีตที่กองทัพไทยไปตีเมือง"คืน" จากข้าศึก แต่ในคราวนี้ คือ ประชาชน ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอกว่าทั้งกำลังและอาวุธ


ครั้งนั้นเกิดการสูญเสียแบบไม่ทันตั้งตัวของทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายทหาร

ตัวเลขพลเรือนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บขยับขึ้นเรื่อยๆตามเสียงกระสุนปืนรัวดังอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลาบ่ายถึงดึก จากนั้นตัวเลขทหารขยับตามมาในช่วงหัวค่ำ เมื่อมีระเบิดไม่ทราบทิศทางตกลงกลางวงทหารที่พยายามเข้าสลายการชุมนุม แม้พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปนานแล้ว


เสียงโห่ร้อง ครวญคราง โอยโอย ความเจ็บปวดทั้งกายทั้งใจ ดังขึ้นหลังจากเสียงกระสุน ระเบิด ควันจากแก๊สน้ำตา สงบลง


สามารถนับยอดผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันนั้นได้จำนวน 25 คน เป็นพลเรือน 21 ราย ทหาร 4 ราย บาดเจ็บกว่า 800 คน และมีพลเรือนที่ตายเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 คน ในจำนวนผู้บาดเจ็บยังมีผู้พิการอีกจำนวนไม่น้อยที่ ตาบอด เป็นอัมพาต ฯลฯ


เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม ผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ผู้พิการ และผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เหมือนกับว่าได้เดินผ่านสมรภูมิรบ ลิ้มรสความรุนแรง ความเจ็บปวดมาร่วมกันและกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมข้อเรียกร้องที่เข้มมากขึ้นเพื่อ "คนเจ็บ-คนตาย-คนเป็น" อัดแน่นไปด้วยปริมาณส่วนคุณภาพต้องรอดูผลหลังจากนี้


ภาพของ "กูลกิจ สุริยะแก่นทราย" หญิงวัย 59 ปี พา "วสุ สุริยะแก่นทราย" สามีวัย 60 ปี นั่งรถเข็นคนพิการมาร่วมชุมนุมที่ จ.ปทุมธานี ในโอกาสครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ที่อ.ลาดหลุมแก้ว เธอเข็นสามีไปรอบๆพื้นที่การชุมนุมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อเทียบกับปีก่อนที่เธอนอนสะอื้นอยู่ข้างเตียงคนไข้ผู้เป็นสามีที่นอนนิ่ง โดยแพทย์ระบุว่า เป็น"อัมพาต" ถูกของแข็งฟาดจนกะโหลกศีรษะร้าว มีเลือดคั่งในสมอง และแขนทั้งสองข้างถูกตีมีรอยเขียวช้ำ เพราะเดินลุยไปสกัดทหารด้วยมือเปล่าอาสาอยู่แนวหน้า ตามคำบอกเล่าของภรรยา


"วสุ" ต่อสู้กับอาการอัมพาตจนดีขึ้นลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง แม้จะยังเดินไม่ได้ แขนขวาพิการแต่ก็สามารถขยับปากพูดและพยายามอ้าปากที่บิดเบี้ยวไปข้างหนึ่งอธิบายและเล่าในสภาพลิ้นรั้ว จับใจความได้ว่า พวกเราดันกับทหารไม่ต้องมาถามว่าใครทำร้าย นี่คือ ข้อความจากปากของ "วสุ" ที่เคลือบไปด้วยรอยยิ้มนึกย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างปลงๆ ในวันที่ภรรยาพาออกมาเยี่ยมพี่น้องเสื้อแดง และพวกเขาทั้งคู่บอกว่าจะไปร่วมรำลึกเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปี "10 เมษายน"


"กูลกิจ" บอกว่า ถึงจะลำบากยังไงก็อยากพาสามีออกมาร่วมชุมนุม ทันทีที่สามีรู้สึกตัวสิ่งแรกที่เขาถามถึง คือ พวกเราชนะไหม ? เมื่อคำตอบคือ "ไม่" แต่พวกเราไม่มีเวลาต้องเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครมาขอร้องหรือมาจ้างให้เดินทางไปร่วมชุมนุม แต่พวกเราไปกันเอง ถ้าเราไม่ไปร่วมเวทีก็ต้องเลิกไป เขาก็ลำบากเราก็ลำบาก แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะเราอยากได้ประชาธิปไตยและความยุติธรรมก็ต้องไปร่วมชุมนุมกันให้มากๆ แม้ไม่ได้วันนี้ก็ต้องได้สักวัน


"วันที่ 10 เมษายนนี้ ครบรอบ 1ปี จะพาสามีไปร่วมงานกับคนเสื้อแดงรำลึกเหตุการณ์ เพราะเขาอยากไปดูตรงที่ถูกตีจนพิการ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยพาไปแล้วครั้งหนึ่งแกก็ชี้ให้ดูจุดที่ถูกตี แม้ว่าความจำเรื่องอื่นๆจะหลงลืมไปบ้างแต่แกไม่เคยลืมว่าถูกตีที่ไหนและใครเป็นคนลงมือ"กูลกิจ" กล่าวย้ำ


นี่คือตัวอย่างหนึ่งของคนเสื้อแดงที่กลับมาชุมนุมอีกครั้ง ของคนทุพพลภาพที่ยังคงยืนหยัด มุ่งมั่นในอุดมการณ์ต่อไป เช่นเดียวกับคนอีกจำนวนมากที่ เชื่อมั่นว่า "เสรีภาพ" ในการรวมตัวกันเป็นล้าน จะทำลายล้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม อำนาจเผด็จการและทรราชย์ อันเป็นปีศาจของประชาธิปไตยได้


"10 เมษา"สอนให้รู้ว่า การใช้กำลัง อำนาจ หรือเผด็จการ ใช้ได้ผลแค่ขณะหนึ่งเท่านั้น



(ที่มา มติชน , 10 เมษายน 2554)

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



อ้างถึง
"10 เมษา"สอนให้รู้ว่า การใช้กำลัง อำนาจ หรือเผด็จการ ใช้ได้ผลแค่ขณะหนึ่งเท่านั้น

ผมไม่คิดว่ามันจะใช้้ได้ผล เพราะมันมีแต่ทำให้เกิดการสะสมกำลัง ของฝ่ายประชาชน และเริ่มรุกต่อไป ทันทีที่ใช้กำลัง ใช้อำนาจ ก็เริ่มนับถอยหลังได้เลย ไม่ว่าจะคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่แค่ไหน วันที่ "ฆ่าประชาชน" คือว่าที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองสิ้นสุดลง เหลือแต่คำว่า "ทรราษฎร์" กับ ประชาชนผู้ต่อสู้กับทรราษฎร์" เท่านั้นเอง

วันเวลาที่เหลืออยู่เป็นเวลาแห่งการต่อสู้ของประชาชน ไม่ใช่อย่างอื่น