WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 16, 2008

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์


คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...แต่เมื่อเห็นเป็นโอกาสดี นับรวมของคนพรรคพลังประชาชนแล้วครบองค์ประชุม ประธานสภาเปิดประชุมได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เสนอหัวหน้าพรรคตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยพลัน ทำอาการราวกะว่า เป็นการวิ่งราวทรัพย์...”

พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียง ส.ส. มากที่สุดในสภาขณะนี้และต้องรับภาระในการเป็นแกนนำรัฐบาล คงจะต้องตัดสินใจเสียทีที่จะเลือกใครระหว่าง 3 ส. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคือ

1. ส. สมชาย วงศ์สวัสดิ์
2. ส. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
3. ส. สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

ทั้ง 3 ส. ที่ว่านี้เป็นผู้อาวุโสและเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจาก นายสมัคร สุนทรเวช ได้ หลังจากที่นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประเด็นเรื่องคุณสมบัติของการเป็นรัฐมนตรี

แต่ทั้ง 3 ส. ก็มีจุดด้อยอยู่ด้วยกันคือ ต่างก็เป็น ลูกพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่สืบทอดวิญญาณมาจากพรรคไทยรักไทย และต่างก็เป็นคนใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เหล่าปีศาจอิจฉาทั้งหลายรุมชิงชัง รังเกียจ

อย่าลืมว่า นายสมัคร สุนทรเวช ผู้เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนนั้นถูกตั้งข้อรังเกียจจาก พันธมิตรประชาชนฯ ก็เพราะเห็นว่าเป็น นอมินี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่นายสมัครเป็นตัวของตัวเอง และอยู่ห่างร่มเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่มาก แต่การที่นายสมัครเป็นคนแข็ง ไม่ยอมลดราวาศอกให้ผู้สื่อข่าวและนักการเมืองงี่เง่าหลายๆ คน ยิ่งเป็นเหตุเพิ่มความชิงชังให้กับพันธมิตรประชาชนฯ เพราะพวกเขาข่มหมูขู่กรรโชกไม่ได้ดั่งใจปรารถนา

ดังนั้นการที่ ส. ใด ส. หนึ่งใน 3 ส. ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีใต้ร่มเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นธรรมดาว่าจะต้องถูกพันธมิตรประชาชนฯ ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ยิ่งกว่านายสมัคร

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า บุคลิกภาพส่วนตัวของ ส. ใด ส. หนึ่งที่ว่านั้นจะเป็นเช่นไรคือจะแข็งแบบนายสมัคร หรือจะตรงกันข้ามคืออ่อนปวกเปียก มือประสานสิบทิศแบบ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ซึ่งเคยทำท่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาหนหนึ่งเมื่อปี 2535

ถ้าแข็ง เหตุการณ์ก็จะเกิดแบบที่ผู้เขียนเคยบอกคือ เหล็กกล้าปะทะกับตาไม้ไผ่

ถ้าอ่อน พันธมิตรประชาชนฯ ก็จะข่มหมูขู่กรรโชกเอาได้กลายเป็นขนมลืมกลืน

เหนือสิ่งอื่นใด ขณะนี้ประเทศกำลังอยู่ในภาวะรัฐบาลไร้ทำเนียบที่จะใช้สำหรับสั่งการบริหารประเทศ ดูๆไปจะเหมือนรัฐบาลของ ปาเลสไตน์ เที่ยวเร่ร่อนอยู่กลางทะเลทราย กางกระโจมประชุมปรึกษากันไปวันๆ

ภารกิจแรกของรัฐบาลใหม่จึงน่าจะอยู่ที่การชิงทำเนียบกลับคืนมาให้ได้เสียก่อน

การชิงทำเนียบกลับคืนมานั้นมิได้มีความหมายแต่เพียงการได้ศูนย์บัญชาการประเทศกลับคืนมา แต่ยังหมายถึงการทำกฎหมายหลายๆฉบับให้มีความศักดิ์สิทธิ์ เช่นกฎหมายที่เกี่ยวกับการบุกรุกสถานที่ราชการ กฎหมายหรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎหมายอาญามาตรา 113 ซึ่งรู้จักกันในนามคดีกบฏภายในราชอาณาจักร

ดูๆ ภารกิจอันดับแรกของรัฐบาลใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะสังเกตพบว่าข้าราชการที่เคยเป็นเครื่องมือของรัฐบาลจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือกันต่อไปเสียแล้ว บางส่วนเห็นดีเห็นงามไปกับพันธมิตรประชาชนฯ บางส่วนไม่เห็นด้วยแต่เริ่มชาชินกับสภาพการไร้กฎหมาย ไร้การปกครอง บางส่วนมีความเกียจคร้านเป็นสมบัติส่วนตัวจึงชอบที่จะอยู่อย่างไร้ที่ทำงานดีกว่าดิ้นรนหาที่ทำงาน

ประเทศไทยถึงคราวล่มจมจริงๆ ละหรือ?

หันไปดูซีกที่เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งตามธรรมดามีหน้าที่ที่จะต้องทำตัวให้เป็นความหวังหรือเป็นทางเลือกใหม่ของสังคม เวลาใดที่ฝ่ายรัฐบาลเละเทะเหลวไหล พรรคฝ่ายค้านต้องเป็นฝ่ายที่จะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนได้

แต่เห็นบทบาทของ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวเดี่ยวโดดอยู่ในสภาเวลานี้ แสดงบทบาทการวิ่งราวตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตอนสายของวันศุกร์ที่แล้ว ก็อเนจอนาถ สลดรันทดใจ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันศุกร์เพื่อเลือกตัวคนที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนเกิดการแตกแยกทางความคิดกันอย่างมาก ฝ่ายหนึ่งอยากให้ นายสมัคร สุนทรเวช กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหนึ่ง เพราะเท่าที่ออกไปก็เพราะเหตุกระจอกงอกง่อยทางกฎหมาย แต่อีกฝ่ายเห็นว่าน่าจะหาคนอื่นมาเป็นแทนซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็น ส. ใด ส. หนึ่งใน 3 ส. นี่แหละเพียงแต่ยังไม่ตกผลึกว่าจะเป็น ส. ใด

ทางฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลอันได้แก่ ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา ประชาราช และมัชฌิมาธิปไตยนั้นได้แสดงจุดยืนอันมั่นคงว่าจะหนุนพรรคพลังประชาชนต่อไปสุดแต่ว่าจะเอาใครเป็นนายกฯ เว้นนายสมัคร ที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไปคนเดียวซึ่งก็นับว่าเป็นการแสดงจุดยืนที่ควรแก่การคารวะคือรักษาสัจจะอันหาได้ยากในวงการการเมือง

เมื่อพรรคที่เป็นแกนนำยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเอาใครเข้าสู่ตำแหน่ง พรรคร่วมรัฐบาลจึงตัดสินใจไม่เข้าร่วมประชุมสภา

ฝ่ายพลังประชาชนนั้นทะเล่อทะล่าลงชื่อเข้าประชุมไว้ครึ่งหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยเสนอให้ยืดเวลาการประชุมเพื่อเลือกนายกฯออกไปสัก 4-5 วัน เพราะเห็นว่าการประชุมในวันศุกร์เป็นเวลาที่กระชั้นเกินไป แต่พอเห็นสถานการณ์เฉพาะหน้าเป็นเช่นนั้นก็ขับพลที่ซุ่มอยู่เข้าร่วมเซ็นชื่อแล้วเดินเข้าห้องประชุมพรึบพรับ

เฉพาะพลพรรคของตัวเองก็ยังเรียกได้ไม่ครบ

คือนับได้ 145 จากจำนวน 164

แต่เมื่อเห็นเป็นโอกาสดี นับรวมของคนพรรคพลังประชาชนแล้วครบองค์ประชุม ประธานสภาเปิดประชุมได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เสนอหัวหน้าพรรคตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยพลัน

ทำอาการราวกับว่า เป็นการวิ่งราวทรัพย์

ทั้งนี้ก็โดยที่ว่าอาศัยความเก๋าเกม มองเห็นช่องว่างในรัฐธรรมนูญที่พอจะทำให้ จูงอูฐลอดรูเข็มได้ ก็ดำเนินการทันที

แต่จะเป็นคราวโชคหรือคราวเคราะห์ของประเทศไทยก็บอกไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ลืมไปว่า คนเซ็นชื่อครบองค์ประชุม แต่คนนั่งในที่ประชุมหาครบองค์ประชุมไม่ ประกอบกับการทันเกมของสมาชิกพรรคพลังประชาชนและประธานสภาผู้แทนราษฎร ชัย ชิดชอบ จึงตัดบทเลื่อนการประชุมออกไป โดยที่การเสนอชื่อนั้นไม่บังเกิดผลใดๆทั้งสิ้น

เป็นอันสิ้นเคราะห์กันไป

แต่เหตุการณ์นั้นทำให้เห็นกิเลส ตัณหาของผู้คน แล้วก็เลยทำให้สิ้นหวังกับคุณธรรมและจริยธรรมพรรคฝ่ายค้าน

ชะรอยพระสยามเทวาธิราชจะบันดาลให้ต้องตกอยู่ภายใต้การนำของโจรกบฏหรือแกนนำพันธมิตรประชาชนฯ ไปตลอดกาล เพราะพึ่งพารัฐบาลก็ยาก พึ่งฝ่ายค้านก็ไม่ได้

ตอนนี้ก็ได้แต่นั่งลงตบอก สงสารตัวเอง เกิดเป็นคนไทยไฉนต้องเสวยวิบากกรรมเช่นนี้หนอ

วีระ มุสิกพงศ์