WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 8, 2009

แรงงานหลายพันชุมนุม “วันรณรงค์โลกเพื่อการจ้างงานที่ดีและมั่นคง” โดนตั้งเครื่อง LRAD ขู่สลาย

ที่มา ประชาไท


ภาพบรรยากาศการชุมนุมจากยูเอ็นถึงทำเนียบฯ

วันนี้ (7 ต.ค.52) เวลา 10.00 น. หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนินนอก แรงงานร่วม4,000 คน จากสภาองค์การลูกจ้าง 12 แห่ง ร่วมกับสหพันธ์แรงงาน 18 แห่ง กลุ่มสหภาพแรงงาน 9 แห่ง สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และสหพันธ์แรงงานสากล (Global Union Federations) ในประเทศไทย รวมตัวเนื่องในวันรณรงค์โลกเพื่อการจ้างงานที่ดีและมั่นคง (World Day for Decent Work) วันที่ 7 ตุลาคม 2552 โดยมีการขึ้นกล่าวปราศัยบนรถติดตั้งเครืองขยายเสียง และชูแผนป้ายรณรงค์เพื่อเร่งรัดให้มีการแก้ปัญหาของแรงงาน อาท กรณีการถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม การจ้างเหมาค่าแรง และการคุ้มครองสิทธิแรงงาน

จากนั้นในเวลาประมาณ 12.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนเดินเท้าไปยังบริเวณทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยหนังสือดังกล่าวระบุข้อเรียกร้องขอให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยเรื่องการรวมตัวร่วมเจรจาต่อรอง อย่างเร่งด่วนที่สุด เนื่องในวาระครบรอบ 90 ปี ของการก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศและการเข้าเป็นประเทศภาคีสมาชิกของประเทศไทย ในปี 2552

หนังสือระบุด้วยว่า อนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ เป็นอนุสัญญาหลัก 2 ใน 8 ฉบับ ที่ประเทศสมาชิกขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ต้องให้สัตยาบรรณรับรอง แต่รัฐบาลไทยยังไม่ได้มีการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาข้อจำกัดในการรวมตัวจัดตั้งองค์กรของคนงาน และข้อจำกัดในการเจราจาต่อรอง

อารายา แก้วประดับ รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม และประธานสตรีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของขบวนการแรงงานสากล/สหพันธ์แรงงานนานาชาติในกิจการเคมีภัณฑ์ พลังงาน เหมืองแร่ และแรงงานทั่วไป (ICEM) กล่าวว่า ในวันนี้ (7 ตุลาคม) องค์กรแรงงานต่างๆ หลายภาคส่วน จัดให้มีการรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงความมั่นคงในการจ้างงาน หรืองานที่ดีมีคุณค่า หรือ “Decent Work” ซึ่งในปัจจุบันรูปแบบการจ้างงานสัญญาจ้างระยะสั้น การจ้างงานผ่านนายหน้าจัดหาแรงงาน การจ้างงานแบบเหมาช่วง (Outsource) รวมถึงการจ้างแรงงานนอกระบบ ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

การจ้างงานในลักษณะนี้ ส่งผลกระทบต่อลูกจ้างทุกระดับ นับตั้งแต่ ค่าจ้างและสวัสดิการที่ลดลงเมื่อเทียบกับพนักงานประจำ ความไม่มั่นคงและการวางแผนชีวิตของลูกจ้าง การไม่ต่อสัญญาจ้างหรือการถูกเลิกจ้างเมื่อลูกจ้างใช้สิทธิในการรวมกลุ่มเข้าร่วมสหภาพแรงงาน รวมถึงการจ้างงานรูปแบบดังกล่าวยังส่งผลกระทบกับสังคมโดยรวมซึ่งทำให้ลูกจ้างจำนวนมากไม่มีความมั่นคงในการทำงาน ขาดรายได้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และตกอยู่ในสถานะการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม โดยที่นายจ้างไม่ต้องรับผิดชอบกับผลกระทบทางสังคมนี้

ในเบื้องต้น การจ้างงานที่มั่นคงจะเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขที่ลูกจ้างทุกประเภทต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวและสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมอย่างชัดเจน ตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ดังนั้น ในวันนี้ สภาแรงงานและสหพันธ์แรงงานทั้งหมดรวมทั้งสภาองค์การนายจ้างจึงเรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองสิทธิในการเข้าร่วมสหภาพแรงงานของคนงานทุกภาคส่วนในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นคนงานในสัญญาจ้างระยะสั้น คนงานจ้างเหมาค่าแรง คนงานในบริษัท Outsource ตลอดจนแรงงานอกระบบรวมทั้งลูกจ้างภาคราชการ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยสิทธิการรวมกลุ่ม ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิการเจรจาต่อรองร่วมเพื่อการทำข้อตกลงสภาพการจ้าง และฉบับที่ 183 ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาและการลาคลอดโดยได้รับค่าจ้างของคนงานทุกคนในสังคมไทย

“หลังจากวันนี้ เราจะรอดูท่าทีของรัฐบาลว่าให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงานหรือไม่ โดยการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญา ILO ดังกล่าว หากรัฐบาลปฏิเสธข้อเรียกร้องของแรงงาน ทางองค์กรแรงงานจะกำหนดรูปแบบการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้รัฐบาลให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวต่อไป นอกจากนั้น องค์กรแรงงานต่างๆ ทุกภาคส่วนจะร่วมกันผลักดันให้เกิดการจ้างงานที่ดีมีคุณค่าหรือ Decent Work ซึ่งเป็นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม ให้เป็นผลสำเร็จ” นางอารายา กล่าว

ทั้งนี้ ความหมายของ Decent Work โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organisation) ประกอบด้วย 1) Labour Rights: เสรีภาพในการสมาคม/สิทธิการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของคนทุกคนและการเจรจาต่อรองเพื่อกำหนดสภาพการจ้างงาน; การไม่ใช้แรงงานบังคับ; การไม่ใช้แรงงานเด็ก และการไม่เลือกปฏิบัติในการจ้างงาน 2) Productive Employment: การจ้างงานประจำ 3) Social Security: การประกันสังคม 4) Social Dialogue ระบบการปรึกษาหารือตามหลักมาตรฐานแรงงานสากล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการชุมนุมที่บริเวณประตู 3 ข้างทำเนียบรัฐบาลและรอการประสานงานเรื่องการรับหนังสือข้อเรียกร้อง นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานที่ปรึกษาพรรคกิจสังคม ได้ลงมาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุม ก่อนจะเดินทางกลับเข้าไปภายในอาคารโดยไม่มีการยื่นหนังสือใดๆ

ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเตรียมเครื่องขยายเสียงระดับไกล หรือ LRAD (Long Range Acoustic Device) มาไว้ใกล้บริเวณที่ชุมนุม ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมต้องเตรียมเอาสำลีมาอุดหูในขณะที่บางส่วนได้ตะโกนร้องไล่ พร้อมกล่าวว่าเครื่องดังกล่าวเป็นเงินภาษีของประชาชนแต่กลับถูกนำมาใช้ทำร้ายประชาชน อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตรวจได้การประกาศให้กลุ่มแรงงานงดใช้เครื่องขยายเสียงโดยอ้างว่าพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมารับประทานอาหารในทำเนียบรัฐบาล และไม่พบว่ามีการใช้เครื่องดังกล่าวเพื่อสลายการชุมนุม

จนกระทั่ง เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.พล.ต.สนัน ขจรประสาท รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงมาพบผู้ชุมนุมเพื่อรับหนังสือข้อเรียกร้องจากผู้แทนแรงงาน พร้อมรับปากที่จะเร่งดำเนินการให้ ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมระบุให้เวลารัฐบาล 1 เดือน แล้วจะเดินทางมาติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง ก่อนที่จะแยกย้ายกันเดินทางกลับ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมราว 200 คน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงสาธารณะสุข ได้เดินทางต่อไปยังบริเวณหน้ากระทรวงสาธารณะสุข เพื่อชุมนุมเรียกร้องให้มีการพิจารณาบรรจุเข้าเป็นพนักงานประจำ

ในส่วนของรูปแบบการจ้างงานของบริษัทข้ามชาติในประเทศไทย จากผลของงานวิจัยล่าสุดเรื่อง “รูปแบบการจ้างงานในกรณีศึกษาบริษัทข้ามชาติ 3 แห่งในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเคมีภัณฑ์” ซึ่งสนับสนุนโดย ICEM ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของรูปแบบการจ้างงานระยะสั้นของบริษัทข้ามชาติ 3 แห่ง ซึ่งปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างงานที่ส่งผลกระทบกับความมั่นคงในการจ้างงานของลูกจ้างเป็นอย่างมาก รวมถึงการตัดหรือลดสวัสดิการที่จำเป็นของลูกจ้างออกไปเมื่อเทียบกับลูกจ้างประจำ เช่น บางบริษัทไม่ได้จัดให้มีการประกันคุ้มครองลูกจ้างเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่นายจ้างต้องสมทบ เป็นต้น

งานวิจัยระบุว่า บริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งได้ใช้รูปแบบการจ้างงานโอนย้ายคนงานกลุ่มหนึ่งไปสังกัดบริษัทจัดหางานถึง 2 แห่งในช่วงเวลา 1 ปี และมีการโอนย้ายคนงานบางส่วนกลับเข้ามาทำสัญญาจ้างงานกับบริษัทฯ อีกครั้งแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขในสัญญาจ้างที่ลิดรอนสิทธิของลูกจ้างมากกว่าในสัญญาจ้างของบริษัทในอดีต เช่น การไม่ระบุถึงสวัสดิการต่างๆ ไว้ในสัญญาจ้าง การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่อสาธารณะ และการห้ามเรียกร้องสิทธิประโยชน์อื่นๆ นอกเหนือจากที่อยู่สัญญาจ้างงาน เป็นต้น

ส่วนบริษัทข้ามชาติอีก 2 แห่งในช่วงต้นปี 2552 ได้หันมาใช้รูปแบบของสัญญาจ้างงานระยะสั้นมาใช้แทนการจ้างงานผ่านบริษัทนายหน้าจัดหาแรงงานที่บริษัทเคยทำอยู่ กล่าวคือ บริษัททั้งสองแห่งได้ทำสัญญาจ้างกับพนักงาน โดยกำหนดระยะเวลาการจ้างงาน 6 เดือนและ 11 เดือน ซึ่งระบุไว้ในสัญญาจ้างงานว่า บริษัทสามารถเลิกจ้างพนักงานได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ทั้งนี้ สหภาพแรงงานในบริษัทข้ามชาติทั้งสองแห่ง ชี้ว่า บริษัทหลีกเลี่ยงการรับคนงานเป็นพนักงานประจำ โดยใช้วิธีการต่อสัญญาจ้างไปเรื่อยๆ ซึ่งสัญญาจ้างงานดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างที่รายได้และสวัสดิการของคนงานในสัญญาจ้างระยะสั้นจะต่ำกว่าคนงานประจำ และได้คาดการณ์ว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อบริษัทฯ เร่งนำพนักงานสัญญาจ้างระยะสั้นเข้ามาแทนที่พนักงานประจำ จะส่งผลให้ในอนาคตจะไม่มีพนักงานในสายการผลิตที่เป็นพนักงานประจำเหลืออยู่

จากปัญหาข้างต้น งานวิจัยพบว่า ในการจ้างงานระยะสั้น บริษัทข้ามชาติได้ละเมิดข้อตกลงสภาพการจ้างที่บริษัททำไว้กับสหภาพแรงงาน และยังมีการละเมิดกฏหมายแรงงานไทยและมาตรฐานแรงงานสากลอีกด้วย