WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 5, 2009

ไม่มีใครสามารถหยุดเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ ปูนนก
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
5 ตุลาคม 2552

การเข้ามาร่วมกิจกรรมทางการเมืองอีกครั้ง โดยการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ในครั้งนี้ ไม่ใช่สถานการณ์ปกติอย่างแน่นอน

เพราะหลังจากที่ พล.อ. ชวลิต ได้เข้าร่วมในรัฐบาลท่านนายกสมชาย และรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบดูแลฝ่ายความมั่นคง และท่านต้องถูกออกจากตำแหน่ง เพราะรัฐบาลต้องล้มไปเพราะถูกยุบพรรคนั้น ทำให้บทบาทของ พล.อ. ชวลิต หายไปจากหน้าการเมืองไทยระยะหนึ่ง จนกระทั่งเกิดคำพูดที่ว่า “จะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้” จาก พล.อ.ชวลิต

หลังจากนั้นไม่นาน ปาฎิหาริย์ที่ว่า ซึ่งคืออะไรไม่อาจจะทราบได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ พล.อ.ชวลิต กลับถูก ปปช. ชี้มูลความผิดว่า “มีความผิด” ในการสลายการชุมนุมของกลุ่ม พธม. ที่หน้ารัฐสภา ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551

พล.อ. ชวลิต เป็นนายทหารที่ได้ชื่อว่า เป็นทหารนักประชาธิปไตยท่านหนึ่ง และที่สำคัญ พล.อ. ชวลิต ยังเป็นผู้ที่มีบารมี และอิทธิพลทางทหารอยู่ไม่น้อย และความสัมพันธ์กับกลุ่ม จปร. 7 ก็มีอยู่อย่างแนบแน่นพอสมควร ด้วยความที่ท่านยังมีบารมีในด้านการทหารอย่างมากทั้งภายในประเทศไทย และกับประเทศกัมพูชา ดังนั้นการเข้ามาร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ ทำให้เสริมจุดอ่อนในด้านนี้ของพรรคได้เป็นอย่างดี

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่มีน้ำเนื้อต่อสายมาจากพรรคไทยรักไทย ที่มีต้นกำเนิดมาจากท่านนายกทักษิณ และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยก็เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวในขณะนี้ ที่กำลังต่อสู้เพื่อนำประชาธิปไตย และความยุติธรรม กลับคืนมาสู่ประเทศไทย.....

ซึ่งภายหลังเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้จมดิ่งลงสู่ความเสื่อมในแทบทุกมิติของสังคม เผด็จการอมาตย์ได้ใช้ทุกองคาพยพที่ตนมี ในการทำลายความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนี้จนแทบจะหมดสิ้น เพียงเพื่อไม่ต้องการให้อำนาจที่ตนถือครองอยู่ หลุดมือออกไปสู่ประชาชนโดยทั่วไป

รัฐธรรมนูญฉบับปี 40 เป็นผลผลิตจากการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนไทย ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ โดยการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และให้เกิดรัฐบาลของประชาชนจริงๆ ซึ่งเผด็จการอมาตย์ที่ครอบครองประเทศนี้มาช้านาน ก็ปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นมาได้ เพราะคิดว่า ในที่สุดแล้ว ก็จะสามารถใช้กองทัพหรืออำนาจของตนเองที่มีอยู่ จัดระบบประเทศให้ประชาชนกลับมาอยู่ในกรอบตามความต้องการของตนเองได้อีกครั้ง เหมือนดังที่ผ่านๆ มา.....

แต่สิ่งที่เผด็จการอมาตย์คาดคิดไปไม่ถึงก็คือว่า โดยรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 นี้เอง ทำให้เกิดบุคคลคนหนึ่ง และพรรคการเมืองพรรคหนึ่งขึ้นมาคือ ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย

ซึ่งทั้งท่านนายกทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ได้นำเอาสิ่งที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ออกมาใช้ได้ จนกลายเป็นรูปธรรมชัดเจน ส่งผลให้นโยบายต่างๆ ที่ได้กำหนดเอาไว้ในการหาเสียง เกิดเป็นจริงขึ้นมา จนถึงขั้นที่ประชาชนชาวบ้าน เริ่มสัมผัสได้จริงๆ ว่า ประชาธิปไตยที่พวกเขาเคยต่อสู้เรียกร้องมา ตั้งแต่เมื่อครั้ง 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาทมิฬ 2535 นั้น แท้ที่จริงแล้ว มันเป็นอย่างไร พวกเขาได้ประโยชน์อย่างไร.....

ด้วยเหตุนี้ พอเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เผด็จการอมาตย์คิดว่า จะเป็นการจัดระเบียบประเทศอย่างง่ายๆ เหมือนที่เคยเป็นมา มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไปเสียแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีทันใดก็คือ การต่อสู้ของประชาชนธรรมดาๆ อย่างกลุ่มพิราบขาว กลุ่มรักเมืองไทย ฯลฯ ที่เป็นกลุ่มแรกๆ ของแนวร่วมประชาชน ในการลุกขึ้นต่อสู้กับเผด็จการอมาตย์ และในที่สุดคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ด้วยชีวิตของตนเองว่า “ประชาชนไทยธรรมดาๆ รักและหวงแหนประชาธิปไตยเพียงใด”

เวลานี้ กระแสการเรียกร้องความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม โดยนำเอาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบมาใช้นั้น ได้แผ่ขยายออกไปจนเต็มทั่วทั้งประเทศไทยในขณะนี้แล้ว เสียงเรียกร้องความเป็นธรรมของประชาชนคนในชาติทั้งจาก “ผู้ใหญ่ ผู้น้อย” ต่างก็ส่งเสียงดังกระหึ่มออกมา โดยสะท้อนให้เห็นในหลาย ๆ สถานการณ์ เช่น การลงชื่อถวายฎีกา, การจัดชุมนุมเรื่องประชาธิปไตยในแทบทุกจังหวัดของประเทศ, และล่าสุด ก็คือการลงมติเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนไทยจำนวนมากเหลือเกิน ได้กำลังส่งสัญญาณไปยังเผด็จการอมาตย์ ผู้ครองอำนาจอยู่ในประเทศเวลานี้ และบอกว่า พวกเขาต้องการความเป็นธรรม และประชาธิปไตยที่ถูกแย่งชิงไป กลับคืนมา....

การกลับมาเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ในนามพรรคเพื่อไทยของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ดี การลาออกจากตำแหน่งเลขานายกของ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ก็ดี, การที่ไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร. ได้โดยพยายามดึงดันเอา พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ มารักษาการแทน เพื่อยื้อเวลาก็ดี หรือแม้กระทั่งการ “ลนลาน และเร่งรีบ” อย่างผิดปกติของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ในการพยายามเอาใจพรรคร่วม ด้วยการผ่านโครงการรถเมล์ 4,000 คัน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ นายกอภิสิทธิ์และคณะรัฐมนตรีฝ่ายประชาธิปัตย์ ต่างก็โจมตีโครงการนี้มาโดยตลอดนั้น.....

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนถึงขั้นอันตรายว่า รัฐบาลนี้ กำลังจะไปไม่รอด และประเทศนี้จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในด้านความเป็นประชาธิปไตย เพราะไม่สามารถจะฝืนกระแสต่อไปได้อีกแล้ว.....

สำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย สิ่งที่พึงกระทำได้ในท่ามกลางความชุลมุนในขณะนี้ ก็คือ “Wait and See and Ready” ให้พร้อมในทุกสถานการณ์ เพื่อได้ไม่พลาดจากการเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทยร่วมกัน

เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต........

การเข้ามาสู่พรรคเพื่อไทย ของ พล.อ. ชวลิต ในครั้งนี้ เป็นการเข้ามา (อาจจะโดยรับเชิญด้วยซ้ำ) โดยการสมประโยชน์ กันทุกฝ่าย เพราะ พล.อ. ชวลิต ท่านได้รับผลกระทบเต็มๆ จาก ปปช. ที่พิจารณาอย่าง อยุติธรรม ที่สุด (ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่า ปปช. อยู่ภายใต้การบงการของเปรม).....

ขณะเดียวกัน ชื่อชั้นบารมีของ พล.อ. ชวลิต ก็เข้ามาปิดช่องว่าง ในด้านกำลังทางทหาร ที่คนเสื้อแดงตกเป็นรองอยู่

พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่กำลังได้รับการหล่อหลอม ให้กลายเป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีประชาชนเป็นผู้ขับเคลื่อน การเลือกตั้งเล็กๆ หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ต่อไปนี้พรรคการเมืองตัองพึ่งประชาชน ไม่ใช่พึ่งบารมีใคร

ดังนั้นโดยสรุปก็คือ ต่อไปนี้ ประชาชนจะกลายเป็นผู้กำกับ ให้ตัวละคร แต่ละคน เล่นในบทบาทใดทางการเมืองครับ

และนี่แหละคือ "ประชาธิปไตยของประชาชน" อย่างแท้จริง