WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 23, 2008

ปชป.ตกหลุมใหญ่

“อย่างที่ผมบอกไว้ว่า วันนี้การต่อสู้ของพรรคพลังประชาชนอาจจะจบลงแล้วในความคิดอ่านของสมาชิกพรรคพลังประชาชนและต้องการความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและภายในพรรคแม้จะมีเรื่องไม่ชอบมาพากล ไม่ชอบธรรม ก็ไม่อยากให้มีใครพูดถึง ไม่อยากให้มีใครกระโตกกระตาก กลัวว่าจะทำให้เก้าอี้แห่งอำนาจที่ได้รับการจัดสรรปันส่วนแบ่งกันไปแล้ว มีอาการสั่นสะเทือน

แต่ก็อย่างที่บอกไว้ สำหรับประดาบและทีมงาน ที่ทำงานชิ้นนี้มาอีกไม่กี่วันก็จะครบ 1 ปี การต่อสู้ของพวกเรายังไม่จบ เพราะผมยังไม่ได้นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่ประเทศไทย และไม่ว่าอะไรก็ตามหรือใครก็ตาม ที่จะทำให้เส้นทางการเดินทางกลับประเทศไทยของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีปัญหาอุปสรรค มีหลุมมีบ่อ ผมก็จะ“ล่อ” มันด้วยมือของผมเอง ด้วยความตั้งใจของผมเอง โดยไม่ต้อง
รอให้ใครมาสั่งหรือต้อง “ล่อ” แทนมือของใครและก็อย่างที่บอกไว้ หากใครจะหยุดเดินทางไปกับผม และจะอยู่ฉลองชัยชนะกับ เฉลิม อยู่บำรุง ตลอดจนทุกๆ คนในพรรคพลังประชาชน ที่ได้ตำแหน่งได้รางวัลกันครบถ้วนแล้วก็ขอเชิญแยกไปทางหนึ่ง เราไม่ว่ากัน เพราะผมไม่ได้หวังว่าคนของพรรคพลังประชาชน จะนำนายกฯ ทักษิณ กลับประเทศไทยอีกแล้ว

ผมจะเดินของผมเองพร้อมกับทีมงานของผม ซึ่งแม้จะมีกันเพียง 4 ชีวิต แต่เราเชื่อว่าด้วยจิตที่มุ่งมั่นของพวกเรา ภารกิจนี้ไม่น่าจะยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ เมื่อย้อนกลับไปดูปัญหาอุปสรรคที่เราฝ่าข้ามมาตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มๆแม้รู้ว่ายาก แต่พวกเราก็จะทำและไม่ยอมแพ้อันที่จริง...ผมไม่น่าจะต้องน้อยใจกับพรรคพลังประชาชนไม่น่าจะต้องเสียใจกับพฤติกรรมของใครหลายคนในพรรคพลังประชาชน เหมือนที่ผมรู้สึกอยู่หลายวันที่ผ่านมา เพราะผมน่าจะรู้จักสันดานของนักการเมืองได้ดีกว่านี้อาจจะเป็นเพราะผมหวังมากเกินไปว่า คนของพรรคพลังประชาชนจะเอาจริงเอาจัง กระตือรือร้นกับภารกิจนำนายกฯ ทักษิณกลับบ้านให้มากกว่านี้ มากกว่าที่จะสนใจว่าเก้าอี้ที่รองก้นของตัวเองมีชื่อตำแหน่งว่าอะไร และยิ่งผิดหวังหนักขึ้นอีก เมื่อได้ยินข่าวว่า“วัน อยู่บำรุง” ก็จะมีเก้าอี้ของตัวเองด้วยเหมือนกันเพราะสำหรับผมแล้ว วัน อยู่บำรุง ก็เหมือนหลุมใหญ่บนถนนเส้นที่นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กำลังจะเดินทางกลับบ้านเพราะอาจจะหล่นลงไปในหลุมเมื่อไรก็ได้ผมจึงต้องโวยวายขึ้นมา เพื่อให้ช่วยกันปิดหลุมที่ชื่อ “วัน อยู่บำรุง”
แต่หากเสียงของผมจะเป็นเสียงที่ทำให้ระคายหู และเป็นเสียงที่ไม่น่าฟังสำหรับ “เฉลิม อยู่บำรุง” และคนรอบกายที่ดูจะเป็นคนใหญ่คนโตกันไปเสียหมดแล้ว ผมก็ต้องขอโทษแต่ให้ตายเถอะ...ผมคงหยุดไม่ได้ที่จะต้องโวยวายเรื่องนี้ต่อไปและจะโวยวายอีกหลายเรื่องด้วยเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมสำหรับเพื่อนร่วมทางบางคนที่เห็นว่าผมโวยวายเร็วเกินไปและดังเกินไป จนทำให้ศัตรูของพรรคพลังประชาชนได้ทีสบโอกาสเข้ามาร่วมฟาดฟัน เฉลิม อยู่บำรุง และกระทบถึงพรรคพลังประชาชนด้วยนั้นต้องขออนุญาตที่จะชี้แจงว่า ผมต่อสู้เพื่อนายกฯ ทักษิณชินวัตร ไม่ได้ต่อสู้เพื่อ เฉลิม อยู่บำรุง หรือ วัน อยู่บำรุง และพรรคพลังประชาชนเพียงแต่ว่าในวันที่พรรคพลังประชาชนหาเสียงเลือกตั้ง ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่า หากเป็นรัฐบาลจะนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ผมจึงทุ่มสุดแรงสนับสนุนพรรคพลังประชาชนแต่ดูเหมือนว่า วันนี้ภารกิจแรกหลังการเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาลแล้ว คือ การแย่งเก้าอี้และแบ่งตำแหน่งกัน มากกว่าที่จะเป็นการนำนายกฯ ทักษิณ กลับประเทศไทย”ข้างต้น คือ ข้อเขียนของคนที่ใช้นามปากกาว่า “ประดาบ” ลงในเว็บไฮ-ทักษิณ ซึ่งจากการตรวจสอบเมื่อตอนเช้า 21 ก.พ.51ข้อเขียนนี้ก็ยังปรากฏอยู่มันน่าแปลกใจ ขณะที่คนที่รัก “ทักษิณ ชินวัตร” ด้วยใจและไม่ได้รางวัลอะไรตอบแทนเลย เผยออกมาว่าที่ทำไปนั้นเพื่อต้องการที่จะกลบ “หลุมใหญ่” เนื่องจากเกรงว่าทักษิณจะกลับประเทศไทยไม่ได้ เพราะเวลานี้สมาชิกพรรคพลังประชาชน ที่กำลังปรีดิ์เปรมกับรางวัลตำแหน่งทางการเมืองที่ได้รับนั้น กลับปรากฏว่าผู้ที่ตกหลุมใหญ่ทางการเมืองกลายเป็นพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และมี “ชวน หลีกภัย”

เป็นกำลังหนุนที่สำคัญสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียกกันว่าเว็บบอร์ดแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ที่มีอยู่ในเว็บไซต์ต่างๆ มากมายหลายเว็บไซต์ในประเทศไทยเวลานี้ ทำให้เราสามารถที่จะตรวจสอบคลื่นความคิดของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากเราเชื่อว่า พลพรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้องเปิดอ่านความคิดเห็นของประชาชนตามเว็บบอร์ดทางการเมืองทุกแหล่งแล้วเฉพาะอย่างยิ่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”เพราะเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่บริโภคสื่อ อิเล็กทรอนิกส์แน่นอน และประชาธิปัตย์ทั้งพรรคก็คงรู้แล้วว่า การงัดกรณี 6 ตุลา 2519 ขึ้นมาเล่นงาน “สมัคร สุนทรเวช”ในวาระแห่งการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ระหว่าง 18-20 ก.พ.ที่ผ่านมานั้นประชาธิปัตย์ได้หรือเสียประชาธิปัตย์กำไรหรือขาดทุนเช้า 21 ก.พ.51 “นพดล กรรณิกา” เจ้าสำนักเอแบคโพลล์แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,404 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20 ก.พ.51 เรื่องความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ระหว่าง นายสมัคร สุนทรเวช และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคำถามว่าด้วยแนวคิดเรื่องการชำระประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม 2519 มีประชาชนเพียงร้อยละ 14.3 เท่านั้นที่เห็นด้วยขณะที่ร้อยละ 33.1 ที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 52.6 ไม่มี

ความคิดเห็นถามถึงความพึงพอใจของประชาชน ต่อกลุ่มผู้มีส่วนอภิปรายนโยบายรัฐบาล 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคะแนนเต็ม 10รัฐบาลได้ 4.83 คะแนนฝ่ายค้านได้ 4.25 คะแนนฝ่าย สนช. ได้ 4.43 คะแนนเหตุผลที่พอใจ ร้อยละ 35.2 เห็นว่ามีการวางแผนการทำงาน มี แนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน ในขณะที่ร้อยละ 25.5 ระบุว่าเป็น

นโยบายที่ดี ร้อยละ 10.9 เห็นว่าเป็นการเตือนให้รัฐบาลทำงานด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 10.0 ระบุแต่ละฝ่ายตั้งใจทำงานเพื่อ ประชาชน ร้อยละ 9.5 พอใจ เพราะเห็นความจริงใจ ตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือ ร้อยละ 38.8 ไม่พอใจ เพราะเห็นว่าเป็นการอภิปรายที่ผิดเวที ทำให้คิดว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเห็นว่ามัวแต่ ทะเลาะกัน ร้อยละ 37.9 ไม่พอใจ เพราะไม่ชอบพรรคการเมืองบางพรรคร้อยละ 9.6 มองว่าผู้อภิปรายนึกถึงแต่เรื่องส่วนตัว ไม่คิดแก้ปัญหาบ้านเมือง
ร้อยละ 8.0 เห็นว่าไม่สร้างสรรค์ และน่าเบื่อ ตามลำดับเมื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กับ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ด้านการควบคุมอารมณ์ ผู้นำฝ่าประชาธิปัตย์กำไรหรือขาดทุน เช้า 21 ก.พ.51 “นพดล กรรณิกา” เจ้าสำนักเอแบคโพลล์ แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,404 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20 ก.พ.51
เรื่องความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายนโยบาย รัฐบาล

ระหว่าง นายสมัคร สุนทรเวช และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคำถามว่าด้วยแนวคิดเรื่องการชำระประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม 2519 มีประชาชนเพียงร้อยละ 14.3 เท่านั้นที่เห็นด้วยขณะที่ร้อยละ 33.1 ที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 52.6 ไม่มีความคิดเห็นถามถึงความพึงพอใจของประชาชน ต่อกลุ่มผู้มีส่วนอภิปรายนโยบายรัฐบาล 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคะแนนเต็ม 10รัฐบาลได้ 4.83 คะแนนฝ่ายค้านได้ 4.25 คะแนนฝ่าย สนช. ได้ 4.43 คะแนนเหตุผลที่พอใจ ร้อยละ 35.2 เห็นว่ามีการวางแผนการทำงาน มีแนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน ในขณะที่ร้อยละ 25.5 ระบุว่าเป็นนโยบายที่ดี ร้อยละ 10.9 เห็นว่าเป็นการเตือนให้รัฐบาลทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 10.0 ระบุแต่ละฝ่ายตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ร้อยละ 9.5 พอใจ เพราะเห็นความจริงใจ ตรงไปตรงมาน่าเชื่อถือร้อยละ 38.8 ไม่พอใจ เพราะเห็นว่าเป็นการอภิปรายที่ผิดเวที

ทำให้คิดว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเห็นว่ามัวแต่ทะเลาะกัน ร้อยละ 37.9 ไม่พอใจ เพราะไม่ชอบพรรคการเมืองบางพรรคร้อยละ 9.6 มองว่าผู้อภิปรายนึกถึงแต่เรื่องส่วนตัว ไม่คิดแก้ปัญหา บ้านเมืองร้อยละ 8.0 เห็นว่าไม่สร้างสรรค์ และน่าเบื่อ ตามลำดับเมื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กับ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ด้านการควบคุมอารมณ์ ผู้นำฝ่าค้านได้ 5.19 นายกรัฐมนตรีได้ 4.47 ความน่าเชื่อถือในข้อมูล ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.02 นายกรัฐมนตรีได้4.98ด้านการตั้งประเด็นได้ตรงเป้าและตอบได้ตรงประเด็น ผู้นำฝ่ายค้านได้ 4.94 นายกรัฐมนตรีได้ 5.13


ด้านความชัดเจนในการพูด ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.69 นายกรัฐมนตรี ได้ 5.47
ด้านความเห็นใจ ความเข้าใจ ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.47 แต่นายกรัฐมนตรีได้ 5.60
คะแนนความพอใจภาพรวม ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.30 น้อยกว่านายกรัฐมนตรีที่ได้ 5.41 คะแนนจริงอยู่ เราจะเอาผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ มาเป็นคัมภีร์ว่านี่คือความถูกต้องและท่าทีที่แท้จริงของคนไทยทั้งประเทศไม่ได้เพราะมีประชาขนแค่ 1,404 รายเท่านั้นที่ถูกสอบถามแต่ก็คงจะพอแก่การที่พรรคประชาธิปัตย์ จะนำตัวเลขทั้งหมดนี้ไปพิจารณาได้ว่า การยกเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มารุมใส่ “สมัคร สุนทรเวช” นั้น ประชาชนไทยในยุคสมัยวันนี้รับหรือไม่รับ หนังสือพิมพ์ของเรา “บางกอกทูเดย์” มีนักข่าวแก่ที่กำลัง รุ่งโรจน์ในสมัยเกิดเหตุ 6 ตุลา 2519 ร่วมทำงานอยู่ด้วยหลายคนทำให้เราไม่สามารถที่จะยืนยันให้ได้ว่า “สมัคร สุนทรเวช” ถูกต้องในเหตุการณ์นั้น แต่เรากล้าที่จะพูดว่า “อารมณ์คน” เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปอารมณ์คนก็เปลี่ยนไป ยุคหลัง 6 ตุลา 2519 ใหม่ๆ ใครพูดจาในทำนองไม่เข้าข้างฝ่ายนักศึกษาปัญญาชน จะโดนด่าประณามว่าเป็น “ขวาจัด” แต่ปีนี้2551 เราอาจจะได้ยินเสียงว่า…รำคาญเราเชื่อว่า ในห้วงเวลาที่รัฐบาลของ สมัคร สุนทรเวช แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา 18-20 ก.พ.51 อารมณ์คนไทยก็คือ

อยากรู้ว่ารัฐบาลจะมีวิธีการทำงานอย่างไร ที่จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นรัฐบาลจะทำอย่างไร ที่จะให้ราคาสินค้าแพงขึ้นทุกวันถูกลงรัฐบาลจะทำอย่างไร ให้ประชาชนมีเงินพอใช้ อยู่ดีกินอิ่มได้เหมือนเดิมก็ไม่รู้ว่าระดับแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ มีการให้คะแนนตัวเองบ้างหรือไม่ ในการยกเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มาลุยนายกฯ สมัคร ในช่วงของการอภิปรายงบประมาณ อันเป็นช่วงที่คนไทยกำลังอยากรู้ชะตากรรมแห่งปากท้องประชาธิปัตย์อาจจะไม่อ่านความคิดของประชาชน เพราะตอนเช้า 21 ก.พ.51 “เทพไท เสนพงศ์” ผู้มาจากนครศรีธรรมราช ที่รับบทโซ้ยนายกฯ สมัคร เมื่อตอนใกล้จะตี 1ถึงได้มาเปิดแถลงข่าวที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์แต่เช้า“การที่คุณสมัครยืนยันและสาบานว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 นั้น เท่าที่ผมได้ค้นข้อมูลพบหลักฐานหนึ่งจากคำให้การในศาลของ นายชาญ แก้วชูใส ทนายความของ นายสุธรรม แสงประทุม อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่ให้การว่าก่อนที่ เณรถนอม กิตติขจร จะเดินทางเข้าประเทศและมีเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น คุณสมัครได้เดินทางไปหาและเป็นคนติดต่อด้วยตนเองถึงประเทศสิงคโปร์ หากเป็นตามคำให้การที่ศาลบันทึกไว้จริง คุณสมัครก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอนนอกจากนั้นแล้ว ผมยังมีหลักฐานซึ่งเป็นรูปที่สามารถยืนยันได้ว่า คุณสมัครมีส่วนเกี่ยวข้องกับ

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ในรูปจะปรากฏภาพของ จอมพลประภาส จารุเสถียร พ.อ.ณรงค์ กิตติขจรและคุณสมัคร ดังนั้น เพื่อทำเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ให้เป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจน ผมจะนำเรื่องดังกล่าวไปตั้งเป็นกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีนที่ประชุมรัฐสภาครั้งหน้า จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคุณสมัครจะกล้าพิสูจน์ความจริงหรือไม่ ผมก็ขอเรียกร้องหากคุณสมัครมั่นใจในหลักฐานข้อมูลที่มีอยู่ ก็ขอให้มาชี้แจงด้วยตนเองอย่าหนีหน้า” เดินเรื่องราวมาถึงตรงนี้ เราก็เห็นว่าน่าแปลกดีขณะที่ “ประดาบ” กำลังวิตกกังวลว่า “ทักษิณ ชินวัตร” จะตกหลุมใหญ่จนกลับประเทศไทยไม่ด้เพราะพลพรรคพลังประชาชนกำลังมัวเมารางวัลตำแหน่งทางการเมืองที่ได้แทนที่พรรคประชาธิปัตย์ จะมองเห็นหลุมใหญ่ที่ถูกชี้และขยี้แต่กลับไปขุด 6 ตุลา2519 มาเล่นผิดจังหวะเวลาจนตกหลุมใหญ่ไปทั้งพรรคอย่างน่าเสียดายมาก