WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 27, 2008

นักกม.ออกแถลงการณ์ต้านรัฐประหารหนุนโจรกฎบ

กลุ่มนักกฎหมายสยาม สุดจะทน 'บิ๊กป๊อก'ออกแถลงการณ์โต้ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอรัฐประหาร บีบนายกฯยุบสภา จ้วงสับ'สุรพล' ตัวดีดันหลังกฎบพันธมารสันดานโจร

แถลงการณ์ของกลุ่มนักกฎหมายทนายสยาม ฉบับที่ 4 ออกเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เรื่องโต้แย้งและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะที่ให้ยุบสภาของผู้บัญชาการทหารบกและศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมคณะผู้สังเกตการณ์ ในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย

ตามที่ผู้บัญชาการทหารบกและศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมคณะผู้สังเกตการณ์ในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เสนอแนะให้นายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎรในเย็นวันนี้นั้น โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในสภาพที่เลวร้ายไม่อาจแก้ไขเยียวยาได้ เห็นมีเพียงทางออกหนทางเดียว คือ ให้นายกยุบสภาผู้แทนราษฎร และให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หยุดการเคลื่อนไหวที่สนามบินสุวรรณภูมิ

พวกเรา กลุ่มนักกฎหมายทนายสยาม ขอแสดงจุดยืนว่าไม่มีความเห็นด้วย และโต้แย้งข้อเสนอแนะดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะ ข้อเสนอแนะดังกล่าวของผู้บัญชาการทหารบก และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติเงียบของ ผบ.ทบ.และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังคือ พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่ออกมาตอบรับและเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะดังกล่าวทันที ทั้งนี้เพราะ ผบ.ทบ.และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ตลอดจนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มๆ ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า ตลอดระยะเวลาที่เกิดสถานการณ์ไม่สงบขึ้นภายในบ้านเมืองจากกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประท้วง เดินขบวน โดยไม่สงบและมีอาวุธ ตลอดจนก่อการกบฏ ด้วยวิธีการ

1.เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม อันเป็นที่ทำการของ “ฝ่ายบริหาร” ตลอดจน สถานีโทรทัศน์ NBT เพื่อจุดมุ่งหมายไม่ให้ฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลสามารถปฏิบัติราชการของแผ่นดินได้ ซึ่งฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลนี้ถือเป็นอำนาจหนึ่งใน 3 อำนาจ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย

2.ต่อมากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังได้บังอาจบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา อันเป็นที่ทำการของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” โดยมีจุดมุ่งหมายอันสำคัญที่จะไม่ให้รัฐสภาสามารถเปิดประชุมได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จากจุดเริ่มต้นครั้งแรกในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 จนในที่สุดรัฐสภาไม่อาจประชุมเพื่อมอบอำนาจให้รัฐบาลไปดำเนินการเกี่ยวกับการประชุมอาเชี่ยนซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำในขณะนี้ได้

3.ในที่สุด กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนเป็นเหตุให้เครื่องบินทุกชนิด ทุกประเทศไม่อาจขึ้นลงที่สนามบินตามปกติได้ ในกรณีเช่นนี้จัดได้ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากลอันเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยและนานาอารยประเทศทั่วโลก ทั้งนี้เพราะการกระทำดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายต่อสายการบินทั่วโลก โดยทำให้ไม่อาจบินขึ้นและลงได้ตามปกติที่สนามบินสุวรรณภูมิ จนเป็นเหตุต่อเนื่องทำให้ประชาชนของประเทศต่างต้องติดค้างอยู่ที่สนามบิน

การกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง 3 ข้อ ดังกล่าว จัดเป็นการกระทำความผิดฐานกบฏภายในราชอาณาจักรไทยและเป็นผู้ก่อการร้ายนานาชาติอีกด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวทั้งหมดข้างต้นของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กระทำการลงไปในขณะที่ประเทศไทย ยังคงปกครองอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายรัฐบาล มีประธานรัฐสภาเป็นหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ ตลอดจนมีประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นหัวหน้าฝ่ายตุลาการของแต่ละศาล ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกอยู่ในขณะนั้นตราบจนปัจจุบันนี้ พวกเรากลุ่มนักกฎหมายทนายสยามเห็นว่า ไม่มีใครสักคน ไม่มีองค์กรใดตามรัฐธรรมนูญแม้แต่องค์กรเดียว ที่จะดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เลย กล่าวคือ เจ้าพนักงานตำรวจเรียกตัวแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาแจ้งข้อกล่าวหา หลังจากนั้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็กลับไปกระทำความผิดเหมือนเดิมอีก และที่เดิมอีกด้วย ไม่เห็นมีใครไปเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในทุกวันและในทุกชั่วโมงที่มีการกระทำความผิดขึ้นในทุกๆ ครั้ง แถมกรณีศาลแพ่งมีคำสั่งให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คืนสถานที่ คือ ถนนให้แก่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ทันใดนั้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ออกมาประกาศจะปลดศาลออกจากตำแหน่ง แต่ครั้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาจำคุกอดีตนายกรัฐมนตรี ตลอดจนศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาคดี ชิมไปบ่นไป แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาตอบรับในเรื่องกระบวนการยุติธรรมว่าเป็นเลิศทันที เช่นนี้ ถูกแล้วหรือ ขอถาม พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และคณะผู้สังเกตการณ์ฯ ว่าขณะบ้านเมืองปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีอำนาจในการปกครองอยู่ในมือเต็มๆ ยังไม่เห็นมีใครทำอะไรกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เลย

นอกจากนี้ เมื่อครั้งที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนายสมัคร สุนทรเวช ท่านได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานครขึ้น เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 โดยใช้อำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อันเป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29, 32, 33, 34, 36, 38, 41, 43, 45 และ 63 บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดย พ.ร.ก.ดังกล่าวมีประกาศห้ามชุมนุมตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำอันยุยง ขัดต่อความสงบ ห้ามเผยแพร่ข้อความให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจนกระทบความมั่นคงของรัฐ และความสงบทั่วราชอาณาจักร ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ยานพาหนะตามที่กำหนดห้ามใช้ ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 194/2551 แต่งตั้งให้ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว ในกรณีนี้ก็เช่นกัน ท่านมีอำนาจทุกอย่างอยู่ในมือ รัฐบาลและข้าราชการทั้งหลายทั้งปวงมีอำนาจอยู่ในมือ ก็ยังไม่อาจกระทำการใดๆ กับผู้กระทำความผิดฐานกบฏและก่อการร้ายนานาชาติได้เลยแม้แต่น้อย

แต่มาในเย็นวันนี้ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และคณะผู้สังเกตการณ์ฯ กลับออกแถลงการณ์แถมยังประกาศว่า จะทำเป็นหนังสือเพื่อเสนอแนะแก่นายกรัฐมนตรีและแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อที่จะให้นายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นเหตุทำให้ “อำนาจบริหาร” และอำนาจ “นิติบัญญัติ” ต้องสิ้นสุดลง จริงอยู่แม้อำนาจของฝ่ายบริหารจะยังคงรักษาการณ์อยู่ แต่ขอเรียนด้วยความจริงว่า ขนาดอำนาจบริหารที่สมบูรณ์แบบยังไม่อาจจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองนี้ได้เลย แล้วเมื่ออำนาจบริหารกลับกลายสภาพเป็นตกอยู่ภายใต้อำนาจเพียงรักษาการณ์แล้วท่านคิดว่าจะสามารถ ทำให้เหตุการณ์ต่างๆ สงบลงได้จริงหรือ และหากทุกอย่างเป็นไปตามเกมของท่านแล้ว ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลับเหิมเกริมได้คืบเอาศอก บอกจะบริหารบ้านเมืองเสียเองโดยให้ท่านและคณะพร้อมพรรคการเมืองพรรคหนึ่งกับพวกพ้องของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าบริหารประเทศแล้ว ท่านจะว่าอย่างไร

ขอถามว่า หรือท่านพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และคณะผู้สังเกตการณ์ฯ พร้อมทั้งพรรคการเมืองพรรคนั้น มีความต้องการให้เป็นไปดังที่ว่านั้น

กรณีนี้เขาเรียกว่า “ปฏิวัติเงียบ” หรือ “การปฏิวัติในรูปแบบใหม่อันเป็นการแหกตาชาวโลก ว่านี่ไม่ใช่การปฏิวัติ”ใช่หรือไม่

กลุ่มนักกฎหมายทนายสยาม
วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551