WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 26, 2008

คตร.มีมติให้รัฐบาลยุบสภาฯ

กองทัพบก 26 พ.ย. - ที่ประชุม คตร. มีมติร่วมกัน 4 ข้อ ยืนยันไม่ได้กดดัน แต่เป็นข้อเสนอแนะที่หวังว่าฝ่ายบริหารจะเห็นแก่ประโยชน์โดยรวมของชาติ เรียกร้องประชาชนส่วนใหญ่ช่วยกันผลักดันมติ ขณะที่ “พล.อ.อนุพงษ์” ยอมรับหากถูกปลด

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) แถลงผลการประชุมร่วมหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชน ซึ่งใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ว่า คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาทุกแง่มุมของปัญหาขณะนี้ที่ส่งผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคงและประชาชนโดยรวม จึงมีมติร่วมกัน 4 ข้อ คือ 1. จะแก้ไขปัญหาโดยใช้กรอบของหลักประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 2. จะไม่ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา 3. จะเสนอนายกรัฐมนตรียุบสภาฯ และจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด และ 4. ให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุด และยุติการชุมนุมในทุกพื้นที่

พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันถึงอำนาจในการสามารถเรียกประชุมคณะกรรมการฯ และทุกภาคส่วนของสังคมในครั้งนี้ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ที่นายกรัฐมนตรีให้อำนาจไว้ ในฐานะประธานกรรมการฯ ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวสามารถเชิญคณะบุคคลมาให้คำปรึกษา หรือเสนอแนะการดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ เพื่อเสนอต่อไปยังรัฐบาลได้

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า คณะกรรมการฯ จะทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเสนอต่อรัฐบาล ภายในวันนี้ (26 พ.ย.) และมีกำหนดเวลาให้รัฐบาลต้องตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้ สำหรับในส่วนของพันธมิตรฯ ขอความร่วมมือสื่อมวลชนช่วยเผยแพร่ไปยังพันธมิตรฯ ขอให้พันธมิตรฯ ช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการเข้าปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ สามารถดำเนินการไปได้

“การพิจารณาของคณะกรรมการฯ ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เราไม่ได้กดดันรัฐบาล แต่เป็นการเสนอแนะทางออกของประเทศชาติ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ประชาชนสบายใจ และทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อสู้วิกฤติที่จะมาถึงในอนาคตร่วมกัน เราพูดกันหลายมิติว่า รัฐบาลน่าจะให้โอกาสประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตด้วยการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ประชุมพร้อมร่วมกันรับผิดชอบกับมตินี้” ผู้บัญชาการทหารบก กล่าว

พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันว่า การดำเนินการในวันนี้ไม่ใช่การยึดอำนาจเงียบหรือปฏิวัติเงียบ เพราะรัฐบาลยังมีอำนาจทุกอย่าง รัฐธรรมนูญยังบังคับใช้ และการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ เพื่อให้ประเทศชาติผ่านวิกฤติ และยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติ เรามีเหตุผลในการเสนอเช่นนี้ เพราะการใช้ความรุนแรงจะทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น การคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินนั้นดีที่สุดแล้ว ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้นได้ยาก ทุกคนต้องยอมรับตามมตินี้ และขอร้องสื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจต่อคนไทย ให้เห็นว่าแนวทางนี้แก้ไขปัญหาประเทศชาติได้ ขณะที่ต่างชาติกำลังมองการแก้ไขปัญหาของประเทศ ขอเพียงให้การดำเนินการทุกอย่างอยู่ในกรอบของประชาธิปไตย แนวทางดังกล่าวจึงเป็นภาพที่ต่างชาติต้องการเห็นอยู่แล้ว

“ในบทบาทของผู้บัญชาการทหารบก ถ้าปฏิวัติได้แล้วทำให้มันจบได้ก็จะทำ แต่ย้ำว่าทำแล้วมันไม่จบ มันจะเกิดปัญหามาก ทั้งมิติของต่างชาติและเศรษฐกิจ มิติของสังคมก็จะเกิดความแตกแยก เปลี่ยนจากชุดเหลืองมาเป็นชุดแดง ทำอย่างนี้อีก มันแก้ปัญหาไม่ได้ การแก้ไขปัญหาชาติจะให้มาอยู่ที่ผมคนเดียวไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะปัญหามันซับซ้อนหลายมิติ แนวทางนี้จะเป็นหนทางให้ประเทศรอดได้” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีอะไรเสียหาย น่าจะเห็นแก่ผลประโยชน์ชาติและประชาชนโดยรวม หากดำเนินการดังกล่าว พรรคที่เป็นความนิยมของประชาชนอาจจะกลับมาได้ ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็เช่นเดียวกัน ขอให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่จะได้ร่วมกันแสดงออกทุกวิถีทางที่จะให้ข้อเสนอของเราเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลนำไปใคร่ครวญและทำเพื่อประเทศชาติ ประชาชนส่วนใหญ่น่าจะช่วยกันผลักดันให้การแก้ปัญหานี้เป็นไปในทางที่ดีที่สุด โดยประเทศชาติไม่บอบช้ำมากกว่านี้ เรามั่นใจว่าปัญหาจะคลี่คลาย และเราจะช่วยกันสร้างความเข้าใจอันดีในสังคมค่อย ๆ ผ่านวิกฤตินี้ได้

เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ระบุว่า หากคณะกรรมการฯ กดดันรัฐบาลให้ลาออกหรือยุบสภาฯ จะเสนอให้นายกรัฐมนตรีปลดผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ ไม่ใช่การกดดันรัฐบาล เพราะไม่เห็นหนทางอื่นที่จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้เลย ถ้าตราบใดที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่หาทางออก ข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นความบริสุทธิ์ใจ หากจะมีการดำเนินการอย่างไร ก็พร้อมที่จะน้อมรับในส่วนนั้น

“ถ้าผมกลัวถูกปลด ผมปฏิวัติก็ได้ และผมจะใหญ่ที่สุดเลยในประเทศนี้ และสั่งการได้ทุกอย่างเลย แต่เราเลี่ยงที่จะทำเช่นนั้น เพราะถ้าผมกลัว ผมไม่ต้องเสนออย่างนี้ ผมปฏิวัติเลย อย่าเข้าใจผิดว่ากลัวจะเสียตำแหน่งหรือไม่เสียตำแหน่ง เพราะที่เสนอนี่ก็อาจจะเสียก็ได้ ผมไม่แน่ใจ” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ต่อข้อถามถึงต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังมีความพยายามเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ จะดำเนินการอย่างไรที่มากกว่ามติดังกล่าวที่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า อดีตนายกรัฐมนตรีต้องคำพิพากษาและถูกอายัดทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย จึงไม่สามารถทำอะไรได้ แม้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร ก็ยังมีโทษที่ต้องเป็นไปตามหลักของกฎหมาย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องมาต่อสู้คดี และต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในชาติว่า ถ้าเรายังยึดติดกับอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติ ทุกคนจะได้รับผลกระทบโดยรวม

ด้านนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการฯ กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นความคิดเห็นที่บริสุทธิ์ใจของคนที่รับผิดชอบหลักต่อประเทศอยู่ในขณะนี้ และเชื่อว่าเป็นมาตรการเดียวที่จะทำได้ เรามีความเชื่อว่า ถ้ารัฐบาลยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน ประเด็นความชอบธรรมการชุมนุมเรียกร้องขณะที่ประชาชนได้ใช้ดุลพินิจตัดสินใจเลือกผู้ปกครองใหม่จะหมดไป และยังเชื่อว่า สิ่งที่เราเรียกว่าความชอบธรรมทางสังคม เป็นประเด็นที่พันธมิตรฯ ต้องตอบ หากรัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อเสนอแล้ว ขณะเดียวกัน มีความหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้ดุลพินิจไตร่ตรองดำเนินการตามข้อเสนอ เพื่อยุติความรุนแรง

“หากรัฐบาลไม่เสนอแนวทางอื่นในการจัดการกับปัญหา ไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง และยังพยายามใช้กำลัง โดยปล่อยให้สถานการณ์ร้ายแรงคุกคามประเทศชาติเช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ ก็อาจจะไปถึงขั้นต้องปฏิเสธความชอบธรรมในการบริหารราชการของรัฐบาลต่อไป วิธีการไม่เคารพเชื่อฟังรัฐบาล เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะดำเนินการกับรัฐบาลที่ไม่สามารถดูแลสถานการณ์ให้เกิดความสงบสุขในประเทศได้” นายสุรพล กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-26 20:34:33