WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 14, 2009

จับตากรณี “ริโอ ตินโต”

ที่มา Thai E-News

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ สายตาโลก หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “แนวร่วม Red” ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๕


เล่นทิ้งสาวจีนแล้วหันมาแต่งงานกับสาวออสเตรเลียบ้านเฮาอย่างนี้ คนที่เกี่ยวข้องก็หายใจไม่ทั่วท้องเพราะรู้ว่าจีนคงไม่นั่งเฉยอย่างใจเย็นเป็นแน่ สินค้าที่ส่งขายก็ขายจีนเป็นหลัก พฤติกรรมประเภทนี้โลกตะวันออกเขาถือว่าไม่ถนอมน้ำใจกัน ไม่นานเกินรอ ทางการจีนก็ออกหมายจับทีมงานของ ริโอ ตินโต ที่ทำงานอยู่ในสำนักงานประจำเมืองจีนเข้าให้ ด้วยข้อหาฉกรรจ์ว่าคนเหล่านี้เป็นสายลับเข้ามาล้วงข้อมูลทางราชการของจีน


สำนักข่าวใหญ่ๆ ของโลกในระยะนี้หันไปสนใจกับอิหร่านและเกาหลีเหนือกันหมด

การอสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดีผู้ต้านเผด็จการของฟิลิปปินส์-นางคอราซอน อาคิโน หรือการไต่สวนดำเนินคดีกับนางอองซานซูจีในเมียนมาร์ก็เป็นข่าวประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ได้เป็นกระแสอะไร เรื่องวิวาทบาดหมางระหว่างออสเตรเลียกับจีนที่น่าสนใจและทำให้เรามองเห็นอะไรได้มาก ก็พลอยถูกกลบไปด้วย

ขอหยิบมาเล่าสู่กันฟังเสียหน่อยปะไร สำหรับข่าวหลังสุดนี้ เพราะออสเตรเลียและจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเราทั้งคู่ เขากำลัง “มีเรื่อง” อะไรผมก็เชื่อว่าควรค่าแก่การรับรู้

กรณีพิพาทครั้งนี้เรียกกันว่า ริโอ ตินโต

ริโอ ตินโต เป็นชื่อบริษัทค้าขายแร่เหล็ก (iron ore) ขนาดใหญ่ของออสเตรเลียที่ส่งสินค้าขายจีนเป็นหลัก จีนเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นอันมาก จึงต้องการแร่เหล็กเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน เพื่อนำมาถลุงและผลิตเป็นเหล็กแบนบ้างหรือเหล็กยาวบ้างต่อไป

ออสเตรเลียเป็นประเทศติดอันดับโลกว่ามีแร่เหล็กคุณภาพดี เช่นเดียวกับรัสเซียและสหรัฐฯ และขายแร่เหล็กเป็นล่ำเป็นสันตลอดมา คำว่าคุณภาพดีนั้นก็แปลว่า ต้องมีเนื้อเหล็กในก้อนแร่ที่ซื้อขายกันเป็นหอบๆ ไม่ต่ำกว่า ๖๒% ไม่อย่างนั้นเขาถือว่าไม่คุ้มต่อการนำมาถลุง ซึ่งเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ใช้เงินมาก ส่วนสหรัฐฯ ไม่ค่อยใช้แร่เหล็กที่มีมาก คงตั้งใจเก็บไว้เมื่อคราวจำเป็น หรือเมื่อโลกขาดแคลนเรียกหา

ส่วนจีนดำเนินนโยบายใหม่ที่ชัดเจน นั่นคือยกเลิกโรงงานถลุงเหล็กเล็กๆ น้อยๆ แล้วรวมเข้าเป็นโรงงานถลุงเหล็กขนาดใหญ่หลายแห่งในประเทศ และรับซื้อแร่เหล็กมาถลุงอย่างเดียวโดยแทบไม่ใยดีกับการทำเหมืองแร่เองเลย

แร่เหล็กเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย มูลค่าการค้าขายระหว่างกันทั้งหมดที่สูงถึง ๕๒,๐๐๐ ล้านเหรียญฯ ในปี พ.ศ.๒๕๕๑ นั้น เป็นการค้าแร่เหล็กถึง ๑๔,๐๐๐ ล้าน และบริษัทออสเตรเลียที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่ก็มีเพียง ๒ บริษัทคือ บีเอชพี บิลลิตัน กับ ริโอ ตินโต ที่กำลังมีปัญหานี่เอง

ปัญหาที่ว่านั้นก็น่าปวดหัว เพราะดูจะเป็นสงครามเย็นระหว่างกัน สงครามเย็นคือสงครามที่เปิดฉากรบกันโดยไม่ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ กว่าจะหย่าศึกกันได้ก็มักจะนาน เพราะต้องทำให้ทุกฝ่ายยอมรับเสียก่อนว่ากำลังทำสงครามกัน ท่านอาจจะไม่ทราบว่าหลายประเทศในโลกเขาแอบทำสงครามโดยไม่ประกาศ เพราะไม่ต้องการให้ประเทศอื่นๆ หรือองค์การระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวพัน ทำสงครามเงียบๆ ก็แอบเอาผลประโยชน์เงียบๆ ทำนองนั้น

เรื่องก็คืออยู่มาวันหนึ่ง ผู้บริหารของ ริโอ ตินโต ตัดสินใจเปลี่ยนพันธมิตรทางการค้าเหล็กของตัวเอง จะด้วยเหตุผลใดก็ไม่ประกาศชัด โดยหันมากอดกับ บีเอชพี บิลลิตัน ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งแทน กำหนดภารกิจว่าจะลงทุนทำเหมืองแร่เหล็กในภาคตะวันตกของออสเตรเลียกันให้สนุกไปทีเดียว

ปัญหาคือพันธมิตรรายเดิมที่ถูกทอดทิ้งเอาดื้อๆ ต้องเสียผลประโยชน์ตามสัญญาการค้ามูลค่าสูงถึง ๑๙,๕๐๐ ล้านเหรียญฯ ก็คือ ชินัลโก้ (Chinalco) ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลจีนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ พูดง่ายๆ คือเป็นเจ้าของอยู่

เล่นทิ้งสาวจีนแล้วหันมาแต่งงานกับสาวออสเตรเลียบ้านเฮาอย่างนี้ คนที่เกี่ยวข้องก็หายใจไม่ทั่วท้องเพราะรู้ว่าจีนคงไม่นั่งเฉยอย่างใจเย็นเป็นแน่ สินค้าที่ส่งขายก็ขายจีนเป็นหลัก พฤติกรรมประเภทนี้โลกตะวันออกเขาถือว่าไม่ถนอมน้ำใจกัน

ไม่นานเกินรอ ทางการจีนก็ออกหมายจับทีมงานของ ริโอ ตินโต ที่ทำงานอยู่ในสำนักงานประจำเมืองจีนเข้าให้ ด้วยข้อหาฉกรรจ์ว่าคนเหล่านี้เป็นสายลับเข้ามาล้วงข้อมูลทางราชการของจีน โดยติดสินบนข้าราชการจีนเพื่อให้ได้ข้อมูลเหล่านั้น ในจำนวนนี้เป็นคนออสเตรเลียเชื้อสายจีนเพียงคนเดียวคือ สเติร์น หู ส่วนอีกสามคนเป็นคนจีนสัญชาติจีนทั้งนั้น

รัฐบาลออสเตรเลียก็เต้นผาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไซม่อน ครีน ออกมาขู่คำรามว่าอนาคตการค้าระหว่างจีนกับออสเตรเลียต้องมืดมนแน่หากคดีนี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

จีนก็ตอบเรียบๆ หน้าเฉยๆ โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ หลิว จี้ยู่ ว่าคดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของ ริโอ ตินโต ในออสเตรเลีย แต่เป็นปัญหาของสำนักงานในเมืองจีนโดยตรง

“จีนให้ความเคารพและยอมรับความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลียมาตลอด ก็เลยหวังว่าออสเตรเลียจะให้เกียรติจีนในลักษณะเดียวกัน” รัฐมนตรีหลิวว่า “ทั้งหมดเป็นเพราะรัฐบาลจีนต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำธุรกิจในจีน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทต่างชาติหรือบริษัทของจีนเอง”

แถมยังหยอดให้เจ็บใจเสียอีกว่า จีนเชื่อว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในออสเตรเลีย ออสเตรเลียก็จะทำอย่างเดียวกับจีนนั่นแล

เราคนนอกมองแล้วก็น่าเชื่อว่า งานนี้เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี และปฏิกิริยาโต้ตอบของประเทศขนาดจีนต่อการกระทำแบบไม่รักษาน้ำใจเพื่อนของออสเตรเลีย แต่เมื่อจีนไม่ยอมรับเช่นนั้นก็เกิดปัญหาที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่งขึ้น นั่นคือบริษัทการค้าอื่นๆ ของออสเตรเลียทั้งที่ค้าเกี่ยวกับเหล็กและไม่เกี่ยวต่างพากันชะลอทุกอย่าง เพราะกลัวว่าเดินไปตามแผนธุรกิจกันจีนขณะนี้แล้วตัวจะกลายเป็นแพะบูชายัญไป วิตกจริตว่าถ้าจีนถือโอกาสแก้แค้นเพิ่มเติมที่ธุรกิจของตัวเองเข้าก็จะเดือดร้อนชนิดที่ใครก็ช่วยเหลือไม่ได้

การค้าระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่จึงเกิดภาวะอัมพฤกษ์ขึ้น ยังไม่ถึงอัมพาตแต่ก็เกือบไป หรือจะลุกลามไปถึงขั้นนั้นในที่สุดก็ยังไม่รู้

เรื่องนี้คนที่หนักใจเป็นพิเศษน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เควิน รัดด์ เพราะเพิ่งประกาศนโยบาย “สู่โลก” ของออสเตรเลียไปหมาดๆ แสดงเจตนาว่าจะลดแนวนโยบายแบบชาตินิยม และเพิ่มความเป็นนานาชาตินิยมมากขึ้น ยังไม่ทันนกกระจอกกินน้ำก็เกิดปัญหาว่า ริโอ ตินโต เล่นเกมชาตินิยมเข้าให้ แถมยังก่อปัญหาที่ทำท่าจะเป็นวิกฤติการเมืองกับจีนซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายที่ออสเตรเลียอยากจะมีเรื่องด้วย

แต่ก็ช่าง เควิน รัดด์ เถอะครับ

ผมมาห่วงตรงที่ว่า ปัญหานี้ดูจะเป็นทัศนคติที่แตกต่างกันระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกโดยตรง ฝรั่งตะวันตกไม่ถือว่าการพูดจาตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซาก หรือซากผ่าขวานเป็นเรื่องผิดบาป โดยเฉพาะในการทำธุรกิจยิ่งต้องเชือดกันด้วยความทื่อความดิบ แต่โลกตะวันออกยังให้ความสนใจในสิ่งที่เรียกว่า “ท่าที” หรือ “ทีท่า” ที่ถ้าหากเข้าผิดทางแล้วอาจจะตกถนนลงคลองไปเลย ไม่ว่าจะน่าดูชมแค่ไหนในทางธุรกิจก็ตาม

พูดง่ายๆ ก็คือเราชาวเอเชียเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนตัว นามธรรมประเภทศักดิ์ศรี หน้าตาและอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายยังมีความหมายลึกซึ้ง และมีความสำคัญไม่แพ้ผลประโยชน์ในทางธุรกิจและเศรษฐกิจ

นิทานเรื่องนี้ (คงจะ) สอนให้รู้ว่า โลกใบนี้ก็ยังไม่โลกาภิวัตน์นักหนา อย่าทำอะไรที่สุดโต่งเกินไปเลยครับ.

-----------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)