WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 11, 2010

สื่อนอกมองรบ.ไทย ไล่ปิด"เว็บไซต์"ต้านอำนาจรัฐ

ที่มา ข่าวสด




ถ้าในนวนิยายอมตะของ "จอร์จ ออร์เวลล์" เรื่อง "1984" มีดวงตา "บิ๊กบราเธอร์" (พี่ใหญ่) คอยเฝ้าสอดส่องพฤติกรรมประชาชน

ประเทศไทยก็มีร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) คอยทำหน้าที่นั้นอยู่เฉกเช่นเดียวกัน

โดยสายตาของรัฐมนตรีไอซีทีผู้นี้จะคอยจับจ้องลงมาจากป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามถนนหนทางและทางด่วน พร้อมกับเขียนคำเตือนบอกว่า

"เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเลวร้ายทำความเสียหายให้แก่สังคม และสมควรแจ้งข้อมูลไปยังสายด่วนทันที"

ขณะนี้รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเปิดแนวรบต่อสู้กับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลอยู่ 2 แนวรบด้วยกัน แนวรบแรกเกิดขึ้นตามท้องถนน ซึ่งเต็มไปด้วยกำลังทหาร-ตำรวจที่คอยคุมเชิงรักษาสถานการณ์ กับ แนวรบใน "โลกไซเบอร์สเปซ" (โลกอินเตอร์เน็ต) ซึ่งทางการพยายามใช้วิธีการ "บล็อก" เสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยคำขู่ผ่าน "โทษจำคุก" ระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้เผยแพร่ข้อมูลและผู้รับข้อมูลข่าวสารในโลกอินเตอร์เน็ตของไทย ต่างพยายามดิ้นรนหาวิธีการต่างๆ เพื่อเข้าถึงข่าวสารที่ถูกเซ็นเซอร์ไปอย่างเต็มที่ เช่น หาวิธีการเจาะผ่าน "ไฟร์วอลล์" (โปรแกรมรักษาความปลอดภัย) ของรัฐบาล หรือบางครั้งก็ใช้เทคนิคเดียวกับที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จการใจประเทศจีนกับอิหร่านเคยใช้



นโยบายบล็อกเว็บไซต์อย่างเหวี่ยงแหของรัฐบาลไทยยังส่งผลกระทบไปถึงกลุ่มคนที่ต้องการเปิดดูเว็บไซต์เพื่อความบันเทิง เช่น เปิดเข้าชมบริการไลฟ์สตรีมมิ่ง (ถ่ายทอดสัญญาณภาพสดๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต) เช่น เว็บ justin.tv, ustream.tv, livestream.tv ซึ่งโดนบล็อกเพราะเผอิญกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มคนเสื้อแดง" เข้าไปใช้เป็นแหล่งเผยแพร่ข่าวสาร

"ในเรื่องการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต ประเทศไทยกำลังค่อยๆ เป็นเหมือนกับประเทศจีนเข้าไปทุกขณะ" ภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ ประธานชมรมผู้ประกอบการธุรกิจโฮสติ้ง กล่าว

ตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมานี้ ชื่อเสียงด้านสิทธิเสรีภาพในการพูด-แสดงออกซึ่งความคิดเห็นของไทยถูกบ่อนเซาะทำลาย โดยผลการจัดอันดับดัชนีเสรีภาพสื่อของไทย จัดทำโดยกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนชี้ว่า เมื่อปีก่อนไทยร่วงลงไปติดอันดับ 130 ขณะที่ผลการจัดอันดับครั้งแรกเมื่อปี 2545 ติดอันดับ 65



วิกฤตการการเมืองไทยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาผลักให้รัฐบาลใช้มาตรการเข้มข้นเข้าควบคุมอินเตอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการให้นายกฯ อภิสิทธิ์ยุบสภาฯ เพื่อจัดเลือกตั้งใหม่โดยอ้างว่า การเข้าสู่อำนาจเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ของนายอภิสิทธิ์ปราศจากความชอบธรรม เพราะมีข้อตกลงลับๆ และได้ทหารช่วยกดดัน



การชุมนุมประท้วงรัฐบาลบนท้องถนนกทม. ยืดเยื้อมาเกือบ 2 เดือน และมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย บาดเจ็บเกือบ 1,000 ราย เมื่อรัฐบาลตระหนักได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักยาว ในวันที่ 7 เมษายนจึงตัดสินใจประกาศพรก.ฉุกเฉิน พร้อมมีคำสั่งปิดกั้นสื่อ สั่งแบน สั่งเซ็นเซอร์ ห้ามมิให้นำเสนอข่าวใดๆ ที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก ปลุกปั่นความรุนแรง และทำลายเสถียรภาพด้านความมั่นคง

ทันทีที่กฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ เว็บไซต์ที่รายงานข่าวเกี่ยวข้องกับการเมือง 36 เว็บถูกบล็อก และยังมีการปิดสถานีวิทยุชุมชน ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของคนเสื้อแดง รวมถึงตัดสัญญาณสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของคนเสื้อแดง ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ยังรอดพ้นจากการควบคุมที่ว่านี้ อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งของรัฐจะสั่งปิดเว็บที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง แต่เว็บไซต์ของฝ่ายต่อต้านเสื้อแดง เช่น เว็บกลุ่ม"คนเสื้อเหลือง"กลับไม่ตกเป็นเป้าหมาย แม้บางครั้งจะเผยแพร่เนื้อหารุนแรงสุดขั้ว

"ไม่มีใครออกมาอธิบายว่า เหตุใดเว็บไซต์เหล่านี้ถึงโดนบล็อก ช่วงแรกเริ่มต้นจากการบล็อก 36 เว็บไซต์ จากนั้นก็ 190 เว็บไซต์ ตามด้วย 420 เว็บไซต์" สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าว และว่า ตัวเลขจำนวนที่แน่ชัดของเว็บไซต์ที่ถูกปิดน่าจะสูงกว่านั้น เพราะมีวิธี "ไม่เป็นทางการ" ในการสั่งปิดอีกเช่นกัน เช่น เพิ่มแรงกดดันไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) เพื่อให้บล็อกเว็บบางเว็บ เป็นต้น



กลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนระบุว่า "เว็บเซ็นเซอร์ชิป" หรือการเซ็นเซอร์เว็บไซต์ในสังคมไทยมีมานานหลายปีแล้ว

ทั้งนี้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีเว็บไซต์และเว็บเพจส่วนตัวถูกสั่งบล็อกไปกว่า 50,000 เว็บ จริงแล้วๆ รัฐบาลไทยประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะจัดการปราบปรามเว็บทำลายศีลธรรม รวมถึงเว็บลามกและเว็บการพนัน และแทบไม่ค่อยมีเสียงต่อต้านออกมาเท่าไหร่นัก

กระทั่งระยะหลังการเซ็นเซอร์เริ่มรุกคืบเข้าไปสู่เว็บไซต์ข่าวและเว็บการเมือง

กล่าวสำหรับปฏิบัติการควบคุมเว็บไซต์ของไทย เริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจนภายหลังเหตุรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลชุดนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่เป็นมิตรกับการปล่อยให้ผู้คนมี "สิทธิเสรีภาพในการพูด" เหมือนๆ กัน เพราะพ.ต.ท.ทักษิณมักใช้แรงกดดันทางการเงินและการเมืองจำกัดการรายงานข่าวทางลบต่อรัฐบาล



อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากพ.ต.ท.ทักษิณพ้นจากอำนาจ แนวโน้มการควบคุมเว็บไซต์ในรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากกองทัพก็เข้มข้นขึ้น ดูได้จากการผ่านกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และหลังจากนั้นรัฐบาลชุดนี้ก็สั่งบล็อกเว็บไซต์นับพันเว็บ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคง



ในระยะหลังนี้ เว็บไซต์ที่เป็นกระบอกเสียงคนเสื้อแดงตกเป็นเป้าหมายการเซ็นเซอร์ของรัฐบาล แต่ว่า 1 ใน 36 เว็บไซต์กลุ่มแรกที่โดนปิดภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ "prachatai.com" (ประชาไท ดอต คอม) ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มผู้สื่อข่าว วุฒิสมาชิก และนักกิจกรรมรณรงค์เสรีภาพสื่อมวลชน

เว็บแห่งนี้ให้คำจำกัดความตนเองว่าเป็นเว็บหนังสือพิมพ์ออนไลน์อิสระไม่แสวงหาผลกำไร จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในยุคที่มีการปิดกั้นเสรีภาพ-อิสรภาพของสื่อมวลชนไทยอย่างร้ายแรง

"ความพยายามควบคุมอินเตอร์เน็ตเริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ และนับวันยิ่งมากยิ่งขึ้น ภายหลังเหตุรัฐประหารเมื่อปี 2549 แต่ขณะเดียวกันการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตก็กลับกลายมามีบทบาทขึ้นเรื่อยๆ นับแต่นั้นเช่นกัน" จีรนุช เปรมชัยพร เว็บมาสเตอร์ประชาไท กล่าว

ล่าสุด จีรนุชเผชิญกับข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากปล่อยให้มีคนเข้าไปเขียนคอมเมนต์ แสดงความเห็นเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และอาจต้องรับโทษจำคุกถึง 50 ปี

อย่างไรก็ดี เว็บประชาไทก็เหมือนกับอีกหลายๆ เว็บที่กำลังเล่นเกม "แมวจับหนู"กับคำสั่งเซ็นเซอร์ของรัฐบาล ด้วยการย้าย "เซิร์ฟเวอร์" ออกไปนอกประเทศและหาช่องทางอื่นๆ เผยแพร่ข่าวสารให้จงได้

"ถ้ารัฐยังคงบล็อกไม่เลิก ในที่สุดเราอาจใช้วิธีการกระจายข่าวผ่านอีเมล์" จีรนุช ระบุ



แม้รัฐบาลจะพยายามปิดกั้นเว็บ แต่ยังมีหลายวิธีที่นักท่องเน็ตจะเล็ดลอดเข้าไปดูจนได้

โดยวิธียอดฮิตปกติทั่วไป ได้แก่ การใช้บริการเว็บไซต์จำพวก "พร็อกซี่ เซิร์ฟเวอร์ส" (Proxy Servers) ซึ่งช่วยให้นักท่องเน็ตย้ายไปเชื่อมต่อข้อมูลจาก "คอมพิวเตอร์ของบุคคลที่ 3" แทน

ส่วนบางคนก็ใช้โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเจาะทะลุไฟร์วอลล์ของภาครัฐโดยเฉพาะ

ในความเห็นของจีรนุชมองว่า การเซ็นเซอร์เว็บไซต์ ไม่ใช่คำตอบสำหรับการแก้ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทย เพราะ..

"เท่าที่ติดตามสถานการณ์ที่ผ่านมานั้น วิกฤตการการเมืองจะตึงเครียดยิ่งขึ้นหลังจากสื่อถูกปิดกั้นปราบปราม..

"การปิดกั้นเท่ากับว่ารัฐบาลกำลังดูถูกประชาชน ถ้ารัฐบาลเชื่อว่าประชาชนในชาติมีสติปัญหาและเฉลียวฉลาดพอก็หันมาเคารพประชาชนและปล่อยให้พวกเขาบริโภคข้อมูลข่าวสารจากทุกฝ่ายจะดีกว่า"



เรียบเรียบจากรายงานข่าว

Thailand censors more websites as protest persist.

เขียนโดย แกรนต์ เพ็ก สำนักข่าวเอพี





"บล็อก"เว็บไซต์

ยิ่งห้าม-เหมือนยิ่งยุ!


หมายเหตุ : ข้อมูลที่นำเสนอต่อไปนี้ ไม่มีเจตนาท้าทายอำนาจรัฐหรือแนะนำให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเอาไปปฏิบัติเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ แต่เสนอเพื่อแสดงให้เห็นว่าใน "โลกอินเตอร์เน็ต" ระดับสากล เทคนิคพื้นๆ เรื่องเทคนิคปลดล็อกหรือฝ่าคำสั่งบล็อกโดยภาครัฐสามารถทำได้อย่างง่ายดายชั่วพริบตา ฉะนั้นจะเหมาะสมกว่าหรือไม่ถ้าภาครัฐหันมาใช้วิธีนำเสนอ "ข้อมูล-ข้อเท็จจริง" สู้กับข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม หรือกำหนดนโยบายให้ความรู้ด้านการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน แทนการสั่งปิด ซึ่งสุ่มเสี่ยงอาจทำให้ประชาคมโลกมองว่าจงใจใช้อำนาจเผด็จการ



1. ใช้บริการเว็บไซต์กลุ่ม Anonymous Proxy หรือ Proxy Server ซึ่งเปิดให้ใช้ฟรี

2. ใช้โปรแกรมกลุ่ม VPN หรือ Virtual Private Network

3. ใช้โปรแกรมซ่อน "ไอพี" หรือแหล่งที่มาคอมพิวเตอร์ที่ใช้เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

4. ใช้เว็บเบราเซอร์ FireFox แล้วติดตั้งโปรแกรมเสริมเพื่อฝ่าเข้าไปชมเว็บที่ถูกบล็อก

5. ใช้บริการเข้าชมผ่านเว็บไซต์แปลภาษาออนไลน์

6. เปิดให้ชมเว็บผ่าน Cache บนหน้าเว็บไซต์กูเกิ้ล

7. เปิดเข้าชมผ่านเว็บไซต์ Internet Archive

8. เปลี่ยนที่อยู่เว็บไซต์ หรือ ยูอาร์แอล จากขึ้นต้นด้วย http:/ เป็น https://

9. การพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ เปลี่ยนจากการพิมพ์ชื่อภาษาอังกฤษ เป็นพิมพ์ที่อยู่เว็บด้วยไอพีแบบ "ตัวเลข" แทน