WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 25, 2008

“ฮี่โธ่! ไม่ซื่อ...อย่ามาสอน!!!”

คอลัมน์: บทความพิเศษ

...ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนของ “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” สามารถจองซื้อหนังสือ “เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย” และหนังสือเล่มอื่นๆ ของ “นักเขียน-มิลเลี่ยนคลิก” ผู้นี้ ได้ที่ vattavan.com...

ระยะนี้มีข่าวแพร่หลายออกสู่สาธารณะ เกี่ยวกับเรื่องความพิกล น่าสงสัย เกี่ยวข้องกับ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ของบุคคลที่อยู่ในภาครัฐ บ้างก็มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการเงินของชาติ มีพฤติกรรมที่ทำให้ผู้คนไม่ไว้วางใจ เช่น ให้ลูกชายแบกเงินสดหลายล้านไปซื้อที่ดิน ปลูกบ้านยังกับวัง ชาวบ้านพากันนินทากันให้หึ่งไปว่า

คนอย่างนี้ จะเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ตามภาพลักษณ์ ที่ได้แสดงออกกับสาธารณชน แต่เบื้องหลังกลับส่งกลิ่นแรง

ยิ่งกว่า “เป็ดเน่า” เสียอีก!

บางคนหน้าฉากดี เพราะเคยมีฐานะอาชีพสูง เพราะมีหน้าที่ในการตัดสินคดีความ ให้ความเที่ยงธรรมกับชาวบ้าน ปากก็พูดจาแสดงออกให้ชาวบ้านเห็นว่า เป็นผู้มีความตงฉิน แต่แล้วก็มีหลักฐานโผล่ออกมาว่า เมียที่นอนร่วมเตียงอยู่ด้วยกันแท้ๆ ดันไปคดโกงคนสูงอายุผู้ที่เขาสู้อุตส่าห์ไว้วางใจ จนมีเรื่องราวเป็นคดีฟ้องร้อง แล้วศาลก็ตัดสินให้แพ้ความไป

ทั้งสองรายถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อโทรทัศน์ น่าอับอายขายหน้าเป็นที่ยิ่ง ไม่รู้ยังเดินเชิดหน้ากันได้อย่างไรกัน!?

บ้านเมืองของเรามีจุดอ่อนอยู่ตรงที่ คนไทยเป็นคนมีจิตใจดี เชื่อคนง่าย เมื่อรักหรือศรัทธาแล้ว ต่อไปคนที่น่านับถือนั้น ไม่ทำเรื่องเลวทราม หรือมีเหตุระยำตำบอน โผล่ออกมาให้เห็น ก็เปลี่ยนใจว่าคนนั้นไม่ดี หรือเป็นคนเลวกันได้ง่ายๆ

เรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งที่ตัวเองมีฐานะใหญ่โต เมื่อเมียไปทำความผิด ผัวก็แอ่นอกรับอย่างสง่าผ่าเผย แบบไม่ต้องเสแสร้ง อยากจะขอยกตัวอย่าง ซึ่งผู้เขียนใช้เป็นเรื่องสอนใจเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นเยาว์ และเป็นเรื่องจริงที่เล่าขานกันมานมนาน

เรื่องมีอย่างนี้ครับ

ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 เซอร์โรเบิร์ต นอลลีส์ (Sir Robert Knollys) เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่แห่งอังกฤษ ท่านผู้นี้เป็นแม่ทัพที่เกรียงไกร มีฝีมือกล้าแข็งในการรบทัพจับศึก เก่งกาจเหลือกำลัง

ท่านเซอร์แม่ทัพเข้าสู่สนามรบ กรำศึกกับฝรั่งเศสอย่างถึงแก่น ว่ากันว่าทหารเมืองน้ำหอมหวาดกลัวท่านนักหนา ตั้งฉายาว่าเป็น

“ยมบาล!” ขนาดนั้นเลย

สำหรับเส้นสายกับทางราชสำนักนั้น ก็ย่อยเสียเมื่อไรกัน เพราะท่านเป็นพระสหายสนิทยิ่ง ของพระราชโอรสในพระเจ้าแผ่นดินแห่งอังกฤษและเกรต บริเทนทีเดียว

ครั้งหนึ่ง ระหว่างที่ท่านเซอร์ของเราไปราชการสงคราม เลดี้นอลลีส์ ศรีภริยาของท่าน ได้ซื้อที่ดินฝั่งตรงข้ามคฤหาสน์ของท่าน เพื่อขยายเนื้อที่ให้ใหญ่ขึ้น แต่ว่าที่ดินซึ่งท่านซื้อใหม่แม้จะกว้างใหญ่ แต่ดันมีถนนสาธารณะคั่นอยู่ระหว่างที่ทั้งสองแปลง

แม้ถนนหลวงที่คั่นกลางจะเป็นถนนเล็กๆ แต่คุณหญิงท่านก็รำคาญ ที่จะต้องข้ามถนนไปและกลับ ระหว่างบ้านกับที่ดินส่วนขยายในฝั่งตรงข้าม

เลดี้นอลลีส์เลยตัดความรำคาญ ด้วยการสร้างสะพานลอยโค้งคร่อมถนน เพื่อท่านจะได้เดินไปมาระหว่างที่ดินสองแห่งนี้ได้สะดวก โดยไม่ต้องผ่านถนนหลวงเพื่อให้รถม้ามันชน

แค่นี้แหละครับ งานเข้าเลย...

ทั้งนี้ เพราะคุณหญิงท่านสร้างสะพานโดยพลการ ไม่ได้ขออนุญาตจากเทศบาลแห่งมหานครลอนดอนเสียก่อน!

ท่านเองคงไม่เจตนาฝ่าฝืนเทศบัญญัติ เหมือนคุณหญิงคุณนายเมืองที่เรารู้จัก ที่สักแต่ใช้บารมีผัวเบ่ง แต่เลดี้นอลลีส์ทำไปก็เพราะไม่รู้กฎหมายมากกว่า

ร้อนถึงฝ่ายผู้ที่อยู่ในตำแหน่งท่านนายกเทศมนตรี และคณะเทศมนตรี ของนครลอนดอนตอนนั้น ซึ่งรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่ภริยาของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขนาดนี้ จะมาถือสิทธิพิเศษ เหมือนเมียพวกขี้เบ่งเมืองไทยเรา
ได้อย่างไรกันนะ!?

ดังนั้นคณะเทศมนตรีจึงประชุมกัน ดำเนินเรื่องเพื่อเตรียมฟ้องร้อง ท่านแม่ทัพผู้สามี ทันทีที่ท่านกลับจากราชการสงคราม เรียกว่า

จะฉีกหน้ากันเลย!

พอ เซอร์โรเบิร์ต นอลลีส์ มาถึงประเทศอังกฤษ ท่ามกลางความนิยมชมชื่นของประชาชน แต่คณะเทศมนตรีก็มิได้รั้งรอ ยื่นคำกล่าวหาให้ท่านเซอร์ทราบทันที

ท่านแม่ทัพมิได้โกรธหรือพาลวิวาท กลับยอมรับผิดโดยดี ยอมรื้อสะพาน และยอมให้ปรับ สุดแล้วแต่ทางเทศบาลจะกำหนดมา ท่านตระหนักดีว่า

“การเป็นวีรบุรุษ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ต้องเคารพกฎหมายเช่นเดียวกับสามัญชนคนธรรมดา”

คณะเทศมนตรีรู้สึกประทับใจ และตื้นตันในความมีน้ำใจงาม และความเป็นสุภาพบุรุษของท่านนักรบผู้นี้ จึงปรึกษากันว่าจะปรับโทษพอเป็นพิธี กล่าวคือ

ทุกๆ ปี เซอร์โรเบิร์ต นอลลีส์ จะต้องนำกุหลาบสีแดงสดหนึ่งดอก ต้องเด็ดสดๆ ใหม่ๆ จากสวนที่บ้านของท่านเอง มามอบให้กับนายกเทศมนตรีเป็นค่าปรับที่ภริยาของท่านกระทำความผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่การนำกุหลาบมามอบให้กับทางเทศบาลนั้น

จะทำกันเฉยๆ ไม่ได้!

ต้องทำให้ผู้คนในลอนดอนได้เห็นกัน และจะต้องทำกันให้เป็นที่ครึกครื้นด้วย โดยทางคณะเทศมนตรีกำหนดเงื่อนไขในการลงโทษ ดังนี้

ตัวท่านเซอร์แม่ทัพ จะต้องสวมเกราะ และขี่ม้าตัวที่ท่านเคยใช้ขี่ออกศึก และจะต้องเป็นผู้ถือหมอนแพรรองดอกกุหลาบ ที่จะนำไปเพื่อชำระเป็นค่าปรับด้วยตนเอง

ส่วนผู้เข้าขบวนแห่ก็ให้เป็นมิตรสหายสนิทของท่าน และบรรดานายทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชา รวมทั้งผู้คนที่เข้าขบวนแห่ทุกคน ต้องติดกุหลาบแดง 1 ดอกที่อกเสื้อ

ทุกๆ ปีต่อมา ชาวลอนดอนก็ได้ชมพิธีแห่ดอกกุหลาบ ซึ่งเป็นขบวนแห่ที่สวยงามอย่างยิ่งขบวนหนึ่งในรอบปี ชาวเมืองเรียกขานพิธีนี้ว่า เป็น Knollys Rose Ceremony เป็นเครื่องเตือนใจประชาชนให้ทราบทั่วกันว่า

ใครก็ตามที่เป็นพลเมืองอังกฤษ ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์ มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นผู้ที่จะทำประโยชน์ให้ประชาชนคนในชาติเป็นล้นพ้น หรือจะเป็นสามัญชนคนเดินดิน ก็ต้องมีหน้าที่เคารพกฎหมาย และเทศบัญญัติ เท่ากันหมดทั้งสิ้น

เมื่อท่านเซอร์ถึงแก่กรรมแล้ว บุตรหลานของท่านก็รับหน้าที่ทำพิธีแห่นี้ต่อมาหลายร้อยปี จนบุตรหลานภายหลังไม่อยู่ในภาวะที่จะทำได้ บ้านเมืองจึงเข้าจัดทำเพื่อสงวนประเพณีอันดีงามนี้ไว้

แค่อ่านประวัติของแม่ทัพใหญ่ท่านนี้ ผมเชื่อว่า ผู้อ่านทุกท่านจะต้องรู้สึกประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษของท่านกันถ้วนทั่ว

เรื่องดีๆ อย่างนี้ เมืองไทยของเราหากันได้ไม่ง่ายนัก ท่านเซอร์ยอมรับผิด ขอรับโทษทัณฑ์อย่างชายชาติทหาร จนเป็นที่ประทับใจ และเป็นแบบอย่างของคนอังกฤษมาจนกระทั่ง

อยากจะเรียนกับท่านผู้อ่านว่า

เวลาผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์รุ่นเล็กฟัง ก็ได้รับคำถามว่า เมืองไทยของเรา มีนายทหารที่กล้ารับโทษทัณฑ์อย่างนี้บ้างไหม?

ผมบอกว่า “มี” และเล่าให้เด็กๆ ฟังอย่างนี้ครับ...

หลังเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” ซึ่งกองทัพโคราชเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นายทหารผู้ร่วมก่อการทั้งหลาย ตกเป็นผู้ต้องหาฝ่ายกบฏ นายทหารคนหนึ่งหลบหนีจากที่ตั้งหน่วย การหลบหนีเป็นไปอย่างเร่งรีบ จ.บุรีรัมย์ ข้ามชายแดนเข้าเขตแดนเขมร นับได้ว่าปลอดภัยจากการจับกุมของทหารฝ่ายรัฐบาล

จะเป็นเวรกรรมหรืออย่างไรไม่ทราบได้ เมื่อนายทหารผู้นั้นสำรวจตรวจดูม้าที่ตนใช้เป็นพาหนะพาตนมาสู่อิสรภาพ ที่อานม้าที่มีถุงเงินเดือนที่จะนำจ่ายให้ทหารโคราช ติดมากับอานด้วย โดยที่ทหารนายนั้นไม่ทราบมาก่อนว่าม้านั้นเป็นของนายทหารฝ่ายการเงิน ทำให้เจ้าตัวต้องคิดว่า จะนำเงินไปคืนดีหรือไม่?

ถ้าเอาไปคืน...แน่ละ จะต้องถูกจับกุมทันที!

นายทหารผู้นั้นใคร่ครวญอยู่เพียงเล็กน้อย ก็ตัดสินใจขึ้นหลังม้า ควบตะบึงเข้าชายแดนไทย มุ่งหน้าสู่โคราชบ้านเอง นำเงินหลวงมาคืน พร้อมกับก้มหน้ารับโทษทัณฑ์ ดีกว่าให้ผู้คนเขากล่าวหาว่า

ยักยอกเงินหลวง!

เป็นที่เล่าขานกัน ถึงเรื่องความซื่อสัตย์ของนายทหารท่านนี้ มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

หากเป็นปัจจุบัน ซึ่งยุคพันธมิตรฯ ยึดมัฆวานฯ ผู้คนอาจคิดว่า ทำไมนายทหารผู้นี้ถึงได้โง่ดักดานปานฉะนี้!

น่าจะเอาเงินหลวง ซึ่งเป็นเงินที่จะต้องจ่ายเป็นเงินเดือนเพื่อนทหาร แล้วอยู่เขมรใช้ชีวิตสบายต่อไป เพราะมีเงินที่บังเอิญติดมา เป็นทุนรองรังอยู่แล้ว

คนในยุคนี้คงคิดกันอย่างนั้น เพราะเรื่องราวฉาวโฉ่ของคนในกองทัพ ในเรื่องการคอร์รัปชั่น ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเห็นตัวอย่างชัดๆ จากสภาโลซกที่เผด็จการตั้งขึ้นมา หลังการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 นั่นไงล่ะ

ได้มีการเปิดโปงในสภาที่ชาวบ้านเขาเกลียดชัง ถึงเรื่องราวของการทุจริต จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ โดยทหารพวกเดียวกันเองนั่นแหละ ที่ขุดขึ้นมาด่ากัน (นัยว่าผลประโยชน์ไม่ลงตัว) จนประชาชนคนไทยที่ได้ดู เห็นคนมีสีในเครื่องแบบต่างเหล่าทัพ เขาโต้เถียงกันเรื่องแย่งกันกินบ้านกินเมือง อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ได้แต่ส่ายหน้า นึกปลงอนิจจัง

ทุกคนรู้สึกสงสารประเทศไทยไปตามๆ กัน!

ดังนั้น เรื่องการจะยอมติดคุกติดตะราง เพราะรักเกียรติแห่งตน โดยไม่ยอมให้คนประณามว่า ยักยอกเงินของแผ่นดินอย่างนายทหารหาญ ที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน นายทหารปัจจุบันที่ดันมาทำเป็นซื่ออย่างนี้ อาจถูกมองกันว่า
โง่สมบูรณ์แบบไปเลย ก็เป็นได้!

ยุคนี้ คนไทยที่ซื่อสัตย์ และรักเกียรติแห่งตนนั้น เริ่มหายากขึ้นทุกวัน แม้ดูอย่างไอ้คนที่ปล่อยให้เมียไปคดโกงได้ แม้กระทั่งคนแก่ที่ไม่มีทางสู้ คนเป็นผัวซึ่งมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม มันก็ไม่รู้จักอับจักอาย ยังดันวางท่าลวงผู้คนว่า ตนนั้นเป็นคนซื่อสัตย์ น่านับถือ

ใช่แต่แค่นั้นนะ ยังดันทะลึ่ง ทำมาพูดจาสั่งสอนผู้คนในเรื่องความดีงาม ความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรม
ชาวบ้านที่ได้ยินเลยหัวเราะกันกิ๊กกั๊ก วิพากษ์วิจารณ์กันให้อื้ออึง คนที่ออกนักเลงหน่อยๆ เขาก็โพล่งออกมาว่า
“ฮี่โธ่!...ไม่ซื่อแล้วยังเสือก...มาสอนกู!!”

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ

บ้านนี้เมืองนี้นั้น ดูเหมือนจะมีแต่ไอ้พวกจะไรจังรัน เต็มแผ่นดินแล้ว!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช