WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 23, 2008

ฤทธิ์ของเฒ่าขันทีของประเทศสารขัณฑ์ (คอลัมน์ : มุมแห่งความจริง)


คอลัมน์ : มุมแห่งความจริง

การวินิจฉัยคดีชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้าของ อดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 จนเป็นเหตุให้ นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น

ถึงแม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะสามารถคาดเดาคำวินิจฉัยล่วงหน้า จากหน้าตาของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยก็ตาม

แต่ก็อดใจหายไม่ได้ เมื่อคำวินิจฉัยออกมาตรงตามกับการคาดเดาของตนเองทุกอย่าง
แต่ที่ทำให้ทุกคนไทยในทุกวงการตกตะลึงคือ!

ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะนำเอาพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพุทธศักราช 2542 มาเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาตัดสินคดีความในครั้งนี้ แทนกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีใครคิดว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการพิจารณาพิพากษา จนนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งของ นายสมัคร สุนทรเวช

ที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่มีใครจะคิดว่าคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไทยจะไปสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของประเทศสารขัณฑ์

ประเทศสารขัณฑ์เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาในทุกด้าน

เรื่องการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของประเทศสารขัณฑ์เกิดขึ้นแล้วในอดีต จนเป็นที่โจษขานกันไปทั่วในสมัยนั้น

เรื่องการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของประเทศสารขัณฑ์ เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความไม่พอใจกันอย่างรุนแรงระหว่างขันทีเฒ่าที่ทรงอิทธิพล กับนายกรัฐมนตรีของประเทศ ที่เกิดขึ้นมายาวนาน

ขันทีเฒ่าของประเทศสารขัณฑ์ได้ยึดอำนาจ แล้ววางแผนนำเอาคนของตนเองเข้ามาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเต็มไปหมด เพื่อรอรับเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ขันทีเฒ่ายังได้ส่งขันทีที่ตนเองเสนอแต่งตั้งขึ้นมาใหม่ เข้าไปนั่งควบคุมในการเขียนคำวินิจฉัยคดีความต่างๆ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คำวินิจฉัยออกมาในแนวทางที่ตนเองต้องการ

ขันทีหนุ่มที่ได้รับคำสั่งให้ไปนั่งกำกับการเขียนคำวินิจฉัย ได้อาศัยความใกล้ชิดกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนที่เป็นคนของตน ให้เขียนคำวินิจฉัยเป็นไปในแนวทางที่ขันทีเฒ่าต้องการเท่านั้น โดยไม่ต้องสนใจความรู้สึกของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศว่าจะคิดอย่างไร

ขันทีหนุ่มคนดังกล่าวนี้ อาศัยว่าตนเองเคยดำรงตำแหน่งเป็นประมุขศาลสูงสุดของประเทศมาก่อน และได้รับตำแหน่งมุขมนตรีกระทรวงยุติธรรมในช่วงยึดอำนาจ

ขันทีคนนี้มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งและเป็นแฟนพันธุ์แท้ของพรรคการเมืองและนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่ขันทีเฒ่าหวังอย่างยิ่งว่าจะให้ขึ้นมาบริหารประเทศให้ได้ ก่อนที่ตนเองจะจากโลกนี้ไปอย่างถาวร

แม้ขันทีเฒ่าจะรับรู้รับทราบว่า ปวงชนชาวประเทศสารขัณฑ์จะไม่พอใจตนเองอย่างมาก แต่ก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เพราะในชีวิตจริงของขันทีเฒ่าเอง ไม่เคยรับรู้รับทราบ และไม่เคยใส่ใจใดๆ กับความทุกข์ยากของประชาชนในประเทศอยู่แล้ว

ในชีวิตของขันทีเฒ่าได้รับความสะดวกสบายที่รัฐจัดให้ฟรีทุกอย่าง ชีวิตไม่เคยเดือดร้อน อยากได้อะไรก็ต้องได้

ความรู้สึกนี้ได้กลายเป็นอุปนิสัยสันดานของขันทีเฒ่า จนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ขันทีเฒ่าหวังเพียงให้ความอาฆาตพยาบาท และความต้องการของตนเองสำเร็จเท่านั้น

ประชาชนในประเทศตนและในต่างประเทศเขาจะคิดอย่างไร เขาไม่เคยรับรู้ และไม่เคยรับทราบ แถมยังไม่แยแสเสียด้วย

ขันทีเฒ่ามีสภาพชีวิตเหมือนปลาที่อยู่ในน้ำ แม้เต่าจะกลับมาบอกความเจริญก้าวหน้า และความอลังการหลากหลายบนบก ปลาก็ไม่สามารถรับรู้ได้ เพราะมองภาพไม่ออก

ปลาก็ได้แต่เพียงถามและเพียรพูดกับเฒ่าในเรื่องน้ำ จอก แหน โคลนตม ปะการังเท่านั้น

แม้ว่าเต่าจะพยายามอธิบายให้เห็นภาพบนบก แต่ปลาก็มองไม่ออก และท้ายที่สุดปลานั้นเองกลับกล่าวหาว่าเต่าต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงทะเลให้เป็นบก

เจ้าปลาเลยเถิดไปถึงการกล่าวหาว่า เต่าต้องการยึดทะเลเป็นของตน เต่าต้องการนำเอาสิ่งที่เลวร้ายบนบกมาทำลายล้างทะเลให้ย่อยยับ

นอกจากนี้ ปลายังได้นำเอาข้อกล่าวหาของตนไปบอกสัตว์น้ำอื่นๆ อีกด้วย จนกระทั่งสัตว์น้ำที่มีอิทธิพลทั้งหลายได้ออกมาต่อต้านเต่า จนเต่าแทบจะเอาตัวไม่รอด

ลักษณะของขันทีเฒ่าก็ไม่ได้แตกต่างไปจากปลาที่จมปลักดักดานอยู่แต่ในน้ำ แต่มองภาพความแตกต่างบนบกไม่ออก

ที่สำคัญ ปลาพยายามคิดว่าทะเลเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว เต่าไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาอะไรในทะเลทั้งนั้น

ขันทีเฒ่าก็เช่นกัน คิดว่าประเทศสารขัณฑ์เป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ข้าคือผู้กำหนดโครงสร้างทุกอย่างในสังคมของประเทศสารขัณฑ์

แม้เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจะมอบอำนาจให้แก่พรรคการเมืองและนักการเมือง เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ และบริหาร แล้วก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ขันฑีเฒ่าจึงไม่ยอมหยุด ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะล้มพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ประชาชนมอบอำนาจให้ ให้จงได้

กระทั่งลงทุนให้คนของตนเองก่อม็อบขึ้นมา แล้วประสานกับกลุ่มนักการเมืองสายตน หาข้อบกพร่องของฝ่ายตรงข้าม ส่งเรื่องให้กระบวนการยุติธรรมที่ตนเองควบคุมดำเนินการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม

คณะรัฐบาลของประเทศสารขัณฑ์ที่ได้รับฉันทานุมัติจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่สามารถบริหารงานเพื่อบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้แก่ประเทศชาติและประชาชนได้เลย

เพราะขันทีเฒ่าได้ให้คณะของตนสร้างกับดักไว้ในกฎเกณฑ์ของประเทศ เป็นระเบิดปรมาณูตะปูเรือใบดักไว้ในทุกอณูของทุกตัวอักษรในกฎหมายสูงสุดของประเทศ

แล้วก็เข้าไปกำกับกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งองค์กรอิสระไว้ในมือของตนเองทั้งหมด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการห้ำหั่นทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก

ขันทีเฒ่าได้สั่งให้คนของตนระดมทุนจากทุกสารทิศ โดยเฉพาะจากกลุ่มทุนสามานย์ผิดกฎหมายทั้งหลาย ที่เสียผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล ให้ทุ่มเงินสนับสนุนม็อบของตนเองอย่างเต็มพิกัด

เป้าหมายของขันทีเฒ่าคือ ต้องการให้นักการเมืองที่ตนเองสนับสนุนขึ้นมาเป็นฝ่ายบริหารให้ได้

นอกจากนี้ยังมีการประสานกับสื่อที่เคยได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน และมีความชอบสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพรรคการเมืองที่ฝ่ายขันทีเฒ่าสนับสนุน โดยการสร้างข่าว เต้าข่าว ขยายข่าวโจมตีนักการเมืองที่ตนเองไม่ชอบอย่างหนักหน่วง

สื่อมวลชนของฝ่ายขันทีเฒ่าได้สร้างข่าว เต้าข่าว และขยายข่าว โดยให้ผู้สื่อข่าวภาคสนามออกไปสัมภาษณ์นักวิชาการและผู้อาวุโสที่เห็นด้วยกับตน ออกความคิดเห็นขยายข่าวไปในแนวทางที่ตนเองต้องการ

ความยุ่งเหยิง วุ่นวาย ความปั่นป่วน ความหายนะทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การลงทุน ตลาดทุนของประเทศและของประชาชนตกต่ำสุดขีด รวมถึงความยากลำบากในการทำมาหากินของคนในประเทศสารขัณฑ์เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความอาฆาตพยาบาท ความโกรธ เกลียด เคียดแค้นชิงชัง ของขันทีเฒ่าคนเดียวเท่านั้น

สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของประเทศสารขัณฑ์ ยังไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานสักเท่าใดในการฟื้นฟูให้กลับฟื้นคืนมาเป็นปกติ

เราคนไทยก็ได้แต่หวังว่า สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การลงทุน ตลาดทุน และความเชื่อมั่นระหว่างประเทศของประเทศไทย คงจะไม่มีสภาพเป็นเหมือนกับประเทศสารขัณฑ์

เพราะอย่างน้อยคนไทย และสังคมไทยยังมีสติ มีความคิดที่เจริญก้าวหน้ากว่าคนในประเทศสารขัณฑ์

ที่สำคัญคือ ประเทศไทยของเราไม่มีเฒ่าขันที

นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมของไทยก็ได้รับความเชื่อถือจากนานาอารยประเทศ อยู่ในอันดับที่ 9 จากทั้งหมด 12 ประเทศทั่วเอเชีย

ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์