WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 23, 2008

ชิ่งหนีปัญหา ด้ามขวานอันตราย [23 มี.ค. 51 - 00:09]

หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

มาถึงวันนี้ รัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ได้เดินเครื่องบริหารราชการแผ่นดิน ใช้กลไกอำนาจรัฐในการบริหารประเทศแบบเต็มลูกสูบ มาเป็นเวลา 1 เดือนกว่าแล้ว

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังร้อนฉ่าไม่หยุด

เพราะตั้งแต่เริ่มต้นบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ งานแรกที่เดินหน้าลุยเป็นงานเร่งด่วนเลย ก็คือ

การโยกย้ายข้าราชการ

ไล่ตั้งแต่การย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม จากเก้าอี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปเป็นเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.)

สั่งเด้ง นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปนั่งตบยุงเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข

โยกนายปราโมช รัฐวินิจ จากตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

เด้งฟ้าผ่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ

รวมไปถึงกรณีการย้าย พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และ พ.ต.อ.สุวรรณ เอกโพธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 1

ที่เป็นผู้รับผิดชอบคดีซื้อเสียงเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) จังหวัดยะลา

ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการไล่เช็กบิล

เกิดแรงกระเพื่อม เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน

ขณะเดียวกัน เรื่องที่เป็นปัญหาค้างเก่าจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็เริ่มออกฤทธิ์

โดยเฉพาะกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 3 ต่อ 1 เสียง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แจกใบแดงนายยงยุทธ

ในคดีทุจริตเลือกตั้ง แจกเงินให้กลุ่มกำนัน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

โดยล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งประทับรับฟ้องในคดีดังกล่าว

เป็นผลให้นายยงยุทธ ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในฐานะ ส.ส.ระบบสัดส่วน และตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรทันที ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญ จากปมคดีนี้ ในฐานะที่นายยงยุทธเป็นอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

ทำให้มีความเกี่ยวโยงไปถึงประเด็นเรื่องการยุบพรรคตามมา

ทั้งนี้ หากนายยงยุทธถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด โดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี พรรคพลังประชาชนจะโดนยุบพรรคหรือไม่

ยังไม่มีใครการันตีได้

ในขณะที่พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็กำลังเจอปัญหาเดียวกัน

เพราะคดียุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างมอบให้คณะที่ปรึกษากฎหมายไป พิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค

ต้องลุ้นเสียวกันว่า การที่กรรมการบริหารพรรคบางคนทุจริตการเลือกตั้ง โดน กกต.แจกใบแดง โดยที่กรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆไม่มีส่วนรู้เห็น

อยู่ในข่ายที่ กกต.จะเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคได้หรือไม่

เหนืออื่นใด ผลลัพธ์ที่จะออกมา จะโยงไปถึงคดีใบแดงของนายยงยุทธ และเกี่ยวพันไปถึงเรื่องการยุบพรรคพลังประชาชนอีกด้วย

เงื่อนปมจากคดีเลือกตั้งเหล่านี้ จึงทำให้การเมืองร้อนฉ่าไม่หยุด

ขณะเดียวกัน ยังมีกรณีที่ร้อนแรงต่อเนื่องกันมาถึง 5 ปี ผ่านมาแล้ว 3 รัฐบาล จนมาถึงรัฐบาลชุดนี้ ก็ยังร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นั่นก็คือ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน

นับตั้งแต่วาทะ “โจรกระจอก” ของอดีตผู้นำรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีสายสัมพันธ์ แน่นแฟ้นกับรัฐบาลชุดนี้

สถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่เผาโรงเรียน ปล้นปืนค่ายทหาร ลอบยิง ลอบฆ่า ลอบวางระเบิด เกิดขึ้นเป็นรายวัน

พอมาถึงช่วงรัฐบาลขิงแก่ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ความรุนแรงยังมีอยู่ บางช่วงก็เบาบางลงไปเล็กน้อย

แต่พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มหนักขึ้น ถึงขั้นคาร์บอมบ์

โดยล่าสุด มีการก่อเหตุลอบวางระเบิดแบบคาร์บอมบ์ที่โรงแรมซีเอส อำเภอเมืองปัตตานี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บอีกนับสิบราย

และในวันเดียวกันก็ยังมีเหตุการณ์คนร้ายขนระเบิดมาในรถเก๋งหวังก่อวินาศกรรม คาร์บอมบ์ถล่ม งานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เหยื่อไฟใต้ ที่ศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา

แต่ยังโชคดี ระเบิดทำงานก่อนถึงเป้าหมาย คนร้ายตายคาซากรถ

นอกจากนี้ โจรก่อการร้ายยังใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวางระเบิดถล่มร้านเพลงเพื่อชีวิตในจังหวัดนราธิวาส

ก่อเหตุเผาโรงเรียนในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เพื่อลอบวางระเบิดถล่มเจ้าหน้าที่ดับเพลิง แถมดักซุ่มยิงรถที่ลำเลียงคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล

ขณะเดียวกัน ก็มีเหตุการณ์วางระเบิด ลอบโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง รวมไปถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์

มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส จากเหตุการณ์ ความรุนแรงมากมาย นับไม่ถ้วน

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นปัญหาสำคัญของทุกรัฐบาล

ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ที่ถือว่ามีส่วนทำให้สถานการณ์ ปะทุรุนแรงขึ้น ก็ยังให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนใต้

ถึงขนาดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ลงทุนขึ้นล่องลงพื้นที่ ไปรอนแรมนอนตามวัด เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา

มาถึงรัฐบาลขิงแก่ เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์เข้ามารับหน้าที่ก็ให้ความสำคัญกับปัญหาไฟใต้เป็นอันดับแรกๆ ลงพื้นที่ทันที

เพื่อไปพบปะกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ถึงขั้นกราบขอโทษประชาชน ประกาศเน้นแก้ปัญหาด้วยความสมานฉันท์

ทำให้เหตุการณ์เบาบางลงไปบ้างในบางจุด แต่บางพื้นที่ เครือข่ายโจรก่อการร้ายก็ยังสร้างความรุนแรงเป็นระลอก

เมื่อมาถึงรัฐบาลชุดนี้ นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี นั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม

รับผิดชอบด้านความมั่นคง และการรักษาความสงบภายใน ควบคุมสั่งการทหาร ตำรวจโดยตรง

ทั้งนี้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนได้ ประกาศในการหาเสียงว่าจะให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนภาคใต้

โดยจะทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบสุข สร้างสันติสุขและความปรองดอง โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

ในขณะที่นายสมัครได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยเน้นย้ำว่า

จะแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาดำเนินการภารกิจด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา

แต่สิ่งที่ปรากฏ ผ่านมา 1 เดือนสำหรับรัฐบาลที่ประกาศว่า การแก้ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วน

มาถึงวันนี้ ผู้นำรัฐบาลยังไม่เคยลงไปในพื้นที่เลย

ได้แต่ส่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ลงไปดูแลแก้ปัญหา แต่ก็ไปแค่จังหวัดสงขลา

ในขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม ก็ออกมาระบุว่า ไม่ต้อง การลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะไม่อยากให้ข้าราชการมาต้อนรับ เสียเวลามาคอยอารักขา

แถมฟันธง ปัญหาไฟใต้ รมว.มหาดไทย คนเดียวคงแก้ไขไม่ได้ ต้องช่วย กันทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง

ทีมของเราขอบอกว่า คำพูดของ รมว.มหาดไทยถูกต้อง

เพราะผู้ที่จะขับเคลื่อนกระบวนการในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างเป็นระบบมากที่สุด ก็คือ

นายกรัฐมนตรี

เพราะในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เป็นผู้กุมอำนาจสั่งการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ข้าราชการฝ่ายปกครอง รวมไปถึงทุกกระทรวง ทบวง กรม

จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องบูรณาการเพื่อแก้ปัญหา

ที่สำคัญ ต้องอย่าลืมว่า ผู้นำประเทศ ทุกตารางนิ้วของประเทศต้องไปได้ เพื่อไปดูแลทุกข์สุขของประชาชน

ไม่มีพื้นที่ยกเว้น หรือ โซนต้องห้าม

ถ้าคนระดับนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้นำประเทศ ลงไปในพื้นที่ใดไม่ได้ อาจทำให้ผู้คนเข้าใจว่า อำนาจรัฐคุ้มครองพื้นที่นั้นไม่ได้แล้วหรืออย่างไร

ดังนั้น ไม่ว่านายสมัครจะกลัว หรือไม่กลัว ก็ต้องไป

ไม่เช่นนั้นอาจถูกมองว่า ลอยตัว ชิ่งหนี ไม่ใส่ใจปัญหาชายแดนภาคใต้เท่าที่ควร

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องล่อแหลม

เพราะเป็นเรื่องของแผ่นดินปลายด้ามขวานทอง

อย่าทำเป็นเล่นไป.

"ทีมการเมือง"

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)