WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 16, 2008

ปชป. อย่าทำผิดซ้ำสอง

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้มองว่า จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน เป็นศัตรู

ก็ต้องถือว่า “คำเตือนสติ” ของ จตุพร ที่ส่งถึงพรรคโดยตรงนั้น เต็มไปด้วยเหตุผลน่าฟังอย่างยิ่ง!

สมควรอย่างยิ่งให้คนในพรรคประชาธิปัตย์ต้องเก็บกลับไปทบทวนความคิด

จตุพร เตือนให้พรรคประชาธิปัตย์ได้หวนคิดถึงความผิดแต่ครั้งอดีต ที่เคยจ้างคนไปตะโกนในโรงหนัง ใส่ร้าย ปรีดี พนมยงค์ ด้วยข้อหาร้ายแรงที่สุดเท่าที่พลเมืองไทยคนหนึ่งจะได้รับ

นั่นคือ กล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับ “คดีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8”

จนในที่สุด ปรีดี ต้องหนีออกนอกประเทศ ไปตายที่ฝรั่งเศส ได้กลับคืนสู่มาตุภูมิก็แต่เพียงเถ้ากระดูก

แม้ต่อมา เรื่องราวได้รับการชำระว่าแท้จริงเป็น “ผู้บริสุทธิ์” องค์การยูเนสโกยังถึงกับต้องขึ้นชื่อให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก...

แต่ก็อย่างที่ จตุพร ว่าไว้นั่นแหละ เมื่อชีวิตดับสิ้นไปแล้ว ยังจะมีประโยชน์อะไร

นายปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้ประศาสน์การ และไม่ได้เป็นแต่เพียงผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ซึ่งจะหมดวาระการทำงานไปตามยุคสมัย

หากแต่ ปรีดี เป็นถึงหนึ่งในผู้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย

เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม

เพียงคุณงามความดีสองประการหลัง ก็เผื่อแผ่เจือจานมาถึงคนรุ่นหลังได้อย่างไม่จบไม่สิ้นแล้ว

การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต จึงยิ่งกว่าคำว่า “เลวร้าย” จนแม้กระทั่ง “ความจริง”ปรากฏ จะเกิดความรู้สึกสำนึกผิดประการใดเป็นเรื่องภายในไม่มีใครรู้

จะเคยมีใครเดินไปกราบขมาขอโทษคนในตระกูล “พนมยงค์” หรือเปล่า ก็ไม่มีใครอยากติดใจเอาความ

เพราะอยากให้จบสิ้นกันที กับการเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ดึงสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง

หากแต่วันนี้ กลับมีพฤติการณ์บางประการ ที่ส่งกลิ่น

ตั้งแต่การออกมาตีโพยตีพายเรื่อง “ใบปลิวจาบจ้วงป๋า” ปลุกปั้นเรื่องราวให้ดูน่ากลัวว่าทำกันเป็นขบวนการ ทำกันอย่างใหญ่โต ทำโดยมีวาระมุ่งหมายให้กระทบกระเทือนถึงใครหรืออะไรที่ป๋าใกล้ชิดอยู่

เท่านั้นยังไม่พอ “ดาวยั่ว” ประจำพรรคยังออกมาหนุนส่ง โยงใยเครือข่ายว่าได้ชื่อคนทำใบปลิวมาแล้ว และยังมีสายสัมพันธ์กับอดีตคนไทยรักไทยอีกต่างหาก

“ตัวจริงเสียงจริง” เขาออกมาแถลงข่าวเองด้วยความกล้าหาญ ยอมรับในส่วนที่ ใช่ และปฏิเสธหนักแน่นในส่วนที่คนในพรรคนี้ใส่ร้าย

จนสุดท้ายก็ต้องหน้าหงายกลับไปกันทั้งพรรค แล้วก็อีกนั่นแหละ แต่ยังไม่พอ

ได้ทีส่งตามมาอีกดอก โดยพุ่งแรงแทงตรงไปที่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก จักรภพ เพ็ญแข หลังจากปล่อยให้แนวร่วมรัฐประหารขาเก่าเจ้าเดิมอย่างพันธมิตรฯ ออกมาตีไข่ใส่สีอย่างเมามัน อุ่นเครื่องกระแสสังคมให้ร้อนรุ่มขึ้นมาก่อน...

แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้คนเขาสงสัยได้อย่างไรว่า มีการร่วมไม้ร่วมมือ จัดตั้งกันเป็นขบวนการเพื่อล้มล้างรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยโดยดึงเบื้องบนมาเป็นเครื่องมือ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนรุ่นใหม่และมีความรู้สูง ถึงกับได้เป็น หัวหน้าพรรค ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่น่าจะติดบ่วง “การเมืองน้ำเน่า” การต่อสู้แบบขี้ขลาดแบบนี้ไปกับเขาด้วย

และยิ่งน่าจะรู้ดีว่า คนไทยทุกคน ในประเทศนี้ ไม่มี ใคร สามารถไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ได้

เช่นเดียวกับที่ไม่มี ใคร สามารถคิดล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้เช่นกัน

สองสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่คนผู้เกิดใต้ร่มธงไทยทุกคนสำนึกอยู่ในทุกลมหายใจเข้าออก แม้ไม่ต้องให้บอกว่าในรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ก็ตาม

เช่นนี้แล้ว การกล่าวหาใครด้วยข้อหาที่ว่า “ไม่จงรักภักดี” ต่อสถาบัน เป็นอันตรายต่อชาติ จึงเป็นเรื่องที่ควรคิดใคร่ครวญให้จงหนัก ไม่ใช่แค่เรื่องลักเล็กขโมยน้อยที่จะมากล่าวหากันได้พล่อยๆ

หรือถ้า “สติ” ดีกว่านี้อีกสักหน่อย ก็ยิ่งควรรู้ว่า ไม่สมควรอย่างยิ่งจะนำมาพูด

เพราะยิ่งพูด คนไทยทั่วประเทศ ยิ่งสะเทือนใจ

ยิ่งหยิบใช้ ก็ยิ่งระคายเคือง “เบื้องพระยุคลบาท”

เหตุการณ์ที่เคยอ้าง “สถาบัน” มาทำร้าย ปรีดี ยังเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล เป็นความเสื่อมเสียที่ยังติดตัวพรรคประชาธิปัตย์อยู่จนทุกวันนี้

แล้ววันนี้ ยังจะคิดกลับไปซ้ำรอย “ประวัติศาสตร์อัปยศ” ของตัวเองอยู่อีกหรือ

ถาม จักรภพ เพ็ญแข ถาม สมัคร สุนทรเวช เขาย่อมไม่สะเทือนไหว เพราะ “ทองแท้” ย่อมไม่กลัว “ไฟ” คำใส่ร้ายไม่มีค่าเท่า “ความจริง”

แต่คนที่จะเสียหายหนักและต้องรับผิดกับเรื่องนี้ไปเต็มๆ ก็เห็นจะเป็นแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น

อย่างที่บอก ถ้าไม่เห็นว่าคำเตือนของ จตุพร เป็นศัตรู ก็ควรนำกลับไปคิดดูอย่างยิ่ง

ทำผิดพลาดจนกลายเป็นตราบาปมาแล้วครั้งหนึ่ง...ยังไม่พอ

“ฤๅจะมีอันใดซ้ำรอย”

แค่ครั้งเดียวก็น่าจะเกินพอ