WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 8, 2008

เผด็จการ คือ ทุกข์ของแผ่นดิน

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย*อัฐศิริ*


สถานการณ์ของประเทศตอนนี้ต้องเรียกว่าเป็น “ทุกข์ของแผ่นดิน” จริงๆ ครับ จากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกถึงตะวันตก มีแต่ปัญหา และคนที่มารับปัญหา รับความเดือดร้อน ก็คือคนไทยส่วนใหญ่ อันเป็นพลพวงมาจากการลุแก่อำนาจของคนกลุ่มที่ต้องการล้มล้าง “ประชาธิปไตย” อย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้นที่มีข่าวว่าตอนนี้คนไทยประสบกับความเครียดนั้น เป็นจริง 100% ครับ เริ่มกันตั้งแต่เรื่องปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ ความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องในระดับท้องถิ่น ขึ้นไปถึงระดับชาติ ทุกปัญหาจะต้องรีบจัดการแก้ไขโดยเร็วครับ

แต่เวรกรรมเหลือเกิน คนที่มีหน้าที่ มีอำนาจเข้ามาดูแลแก้ปัญหาเหล่านี้ ขยับตัวแทบไม่ได้เลย เพราะจะถูกฝ่ายตรงข้ามขัดขวาง ต่อต้าน อย่างออกหน้าออกตามาตลอด

ลองไปถามชาวไร่ชาวนาว่า วันนี้เขามีความสุขดีอยู่หรือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลผลิต เรื่องของราคาพืชผล ไหนจะมาเจอกับภัยธรรมชาติ

คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติในวันนี้ แบกรับภาระกันหลังแอ่นแล้วครับ
สถานการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ก็กลับมารุนแรงอีก มีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็ออกมาบอกว่า... เรามีแผนอยู่แล้ว การที่ผู้ก่อการร้ายสามารถทำได้ขนาดนี้ ผมไม่แน่ใจว่าแผนของใครเจ๋งกว่ากัน

หลักการที่ในหลวงท่านทรงพระราชทานให้ไว้ว่า เข้าถึง เข้าใจ เพื่อการพัฒนานั้น เข้าใจ เข้าถึงจริงหรือไม่ แค่ไหน
นี่ดีนะที่รัฐบาลใช้การพูดจากัน ทำให้ชายแดนด้านกัมพูชาสงบลง แต่ก็ยังมีความพยายามจะรื้อฟื้นหาตะเข็บออกมาเล่นงานรัฐบาล

จนอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนายนพดล ปัทมะ ต้องออกมาเขียนหนังสือเพื่อทำความเข้าใจกับสังคมว่า “ผมไม่ได้ขายขาชาติ”

เพราะจะพูดจะชี้แจงกันจนปากฉีกอย่างไร “ความจริง” เหล่านี้ ก็ไม่ได้ปรากฏในสื่อสารมวลชนเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ แต่เรื่องนี้ถูกนำไปซ้ำเติมโดยสื่อของกลุ่มพันธมิตรฯ

หรืออย่างสนามบินสุวรรณภุมิ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นที่เชิดหน้าชูตา หวังให้เป็นฮับในภูมิภาคนี้ ก็มีเรื่องที่ต้องทำให้ชื่อเสียงของประเทศต้องย่อยยับไป เพราะคนไม่กี่คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

เอาเป็นตัวอย่างแค่นี้ก่อน เรื่องความทุกข์ความเดือดร้อนที่มาจากการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
มาดูว่าพี่น้องประชาชนยังมีความหวังอีกหรือไม่

ตอบว่ายังมีครับ เพราะจะเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พยายามหาวิธีการมาปัดเป่าบรรเทาปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งต้องใช้เวลาบ้าง และต้องไม่มีการต่อต้านขัดขวางจากฝ่ายตรงข้าม

รัฐบาลเดินหน้า โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โครงการโอทอป และ โครงการเอสเอ็มแอล อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้าน ที่จะเพิ่มงบประมาณเป็นหมู่บ้านละ 1.5-2 ล้านบาท หรือหมู่บ้านละ 500,000 บาท-1 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยรัฐเตรียมงบกลาง 100,000 ล้านบาทช่วยสนับสนุนเพื่อให้เงินถึงมือชาวบ้านเร็วที่สุด นำไปใช้จ่ายให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้

ส่วนสินค้าโอทอป จะเร่งเดินหน้าประชาสัมพันธ์แบรนด์โอทอปให้กลับมาคึกคักเหมือนที่ผ่านมา โดยให้แต่ละจังหวัดขึ้นป้ายสินค้าโอทอปเหมือนกันทั้งประเทศ พร้อมทั้งเปิดทางให้แบงก์รัฐปล่อยกู้ให้กองทุนตามศักยภาพที่ต้องการ ใช้เงินหมุนเวียนโดยไม่จำกัด รวมถึงเอสเอ็มอีต่างๆ ด้วย และจะรื้อฟื้นผู้แทนการค้าให้เข้ามาช่วยขายสินค้าโอทอปแทนชาวบ้าน

พร้อมสนับสนุนให้จัดงาน "โอทอป ซิตี้" ต่อเนื่อง และนำไปจัดแสดงในการประชุมผู้นำอาเซียนบวก 3 ที่เชียงใหม่ ในเดือนธันวาคม รวมทั้งให้นำโอทอปเป็นของขวัญที่ระลึกกรณีไปเยือนต่างประเทศด้วย

ล่าสุด การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงอีก 5% จาก 30% เหลือ 25% เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุน เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่คิดภาษีเพียง 20% หรือฮ่องกงที่ 15% แม้ว่ากรมสรรพากรจะสูญเงินรายได้ 20,000-30,000 ล้านบาท แต่ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับตามมา

เพราะช่วยชะลอการปลดคนงาน และยังเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่ หรือขยายการลงทุนได้ รวมถึงกำลังพิจารณาที่จะลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงมาด้วย

ขณะเดียวกัน เตรียมเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ ด้วยการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่ดินในประเทศได้ 100% จากปัจจุบันที่ถือได้เพียง 49% และให้เช่านาน 90 ปีเท่านั้น รวมทั้งกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยการลดภาษีธุรกิจเฉพาะเหลือ 0.1% จากเดิม 3.3% เวลา 1 ปี ลดค่าจดทะเบียนการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ออกไปอีก 1 ปี

ขณะที่โครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ นั้นก็ “ไฟเขียว” ให้ข้าราชการเร่งเดินหน้าเต็มที่ อย่ากังวลกับการกลัวถูกตรวจสอบ จนไม่กล้าทำงาน เพื่อทำให้ประเทศชาติพัฒนาได้ โดยให้นำข้อดีของแต่ละคนมาพิจารณามากกว่าข้อเสีย ไม่เช่นนั้นแล้วประเทศก็ไม่สามารถพัฒนาได้ ขณะที่คนอื่นเดินไปข้างหน้า

นอกจากนี้ยังให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล ใช้เครดิตรัฐบาลเปิดประมูลงานไปก่อน หากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ยังส่งไปไม่ถึง แต่ต้องการก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้งานรุดหน้า

ให้โอกาสรัฐบาลทำงานเถอะครับ แม้จะไม่ชอบหน้ารัฐบาล แต่ก็ขอให้เห็นแก่พี่น้องประชาชนเพื่อนร่วมชาติบ้าง แม้ไม่ต้องการสมานไมตรีกับรัฐบาล ก็ขอให้สงสารประชาชนที่ทุกข์ระทม

จากฝีมือของเผด็จการ ที่คนส่วนหนึ่งพยายามสืบทอดเอาไว้